ผมจากบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รัก มาพำนักพักอาศัยอยู่หกพันไมล์ไกลบ้านได้เป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกสามเดือนกว่า
อย่าถามว่าผมคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านไหม... "โคตร" คือคำตอบ
เพื่อนหลายคนมักทักทาย ไถ่ถาม มาทาง msn อยู่เนืองๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
คำตอบในระยะหลังของผม มักจะเป็น
I'm eating my hope to survive.
และผมหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะความหวังบางอย่างที่มีอยู่ ผมคงถอนทัพกลับเมืองไทยไปแล้ว
มีเพื่อนถามว่า ทำไมไม่เป็น i'm eating my dream to survive.
คำว่า dream มันฟังดูมีพลัง และดูหล่อกว่า hope มากอยู่ (ฮา)
แต่ผมแค่คิดว่า dream สำหรับผม มันดูเป็นอะไรที่เพ้อฝัน จับต้อง(ยัง)ไม่ได้ มันเหมือนเป็นเพียงแค่วิมานที่ถูกวาดบนอากาศ
ใช่ มันเริ่มต้นจาก"ความฝัน"นี่แหละ แต่ผมลงมือทำอะไรอะไรไปแล้วมากพอควร
มากพอที่ความฝันอันเดิมนั้นมันเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่าง มีรากฐาน จับต้องได้
มันกลายมาเป็น"ความหวัง" ซึ่งสำหรับผม มันมีโอกาส มีหนทาง
ผมมองเห็นเส้นทางที่จะเดินทางไปคว้าฝันนั้นมาได้
แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่ามันจะออกหัวออกก้อย ...ยังไม่รู้ว่าผมจะได้เดินบนเส้นทางที่ผมเห็นนั่นฤเปล่า
วันนี้ ผมกับไอ้พอลมีไอเดียสำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มใหม่ครบหมดแล้ว
เรียกว่าเสร็จไปเก้าสิบ เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว สำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มนี้
เหลือแค่วาดมันขึ้นมา รวมถึงตัดสินใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับบางชิ้นงานเท่านั้น
จากนั้น ก็หาทางติดต่อครีเอทีฟในเอเจนซี่ทั้งหลายแหล่(ที่เราอยากเข้าไปฝึกงาน ทำงานที่นั่น) เพื่อขอเข้าไปให้เขาดูงานที่เรามี
ทีนี้ล่ะ ผมจะได้เห็นความเป็นไปได้ ผมจะตอบตัวเองได้เสียที ว่าจะกัดฟันทนสู้อยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อย ฤว่าจะกลับไปเริ่มต้นที่เมืองไทยอันเป็นที่รักดี
พูดแล้วก็หงุดหงิดทั้งตัวเองและไอ้พอล
ถ้าไม่โอ้เอ้ เรื่อยเฉื่อย ถ้ามีวินัยให้มากกว่านี้ ถ้ามุ่งมั่น ฝักใฝ่ ให้มากกว่านี้ ป่านนี้ คงผ่านพ้นขั้นตอนที่เอางานไปให้ดูนี้ไปแล้ว
ป่านนี้ผมคงรู้แล้วว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน กับความฝันน้อยนิดมหาศาลของผมอันนี้
...
...
...
ด้วยสภาพทางการเงินของทั้งตัวผมเองที่นี่จากการทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟ และของทางบ้านที่ไม่ได้มั่งมีอะไร
ด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนล้า โหยหา อยากกลับไปหา"ชีวิต"ของผมที่ประเทศไทย บ้านเกิด
ณ เวลานี้ ผมใช้ชีิวิตอยู่ในมหานครลอนดอนนี้ได้ด้วยการกัดก้อนความหวังกินจริงๆ
หากมันหมดลงเมื่อไร ผมคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ เพราะผมไม่อยากอดตาย(ทั้งทางร่างกายและจิดใจ)อยู่ที่นี่
และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้เจอกัน ...ที่ประเทศไทย
Wednesday, December 26, 2007
Wednesday, December 12, 2007
Friday, November 16, 2007
บ่นบ้า
ทำไมกูไม่จำสักทีนะ ว่าไอ้การที่จะตั้งใจพูดให้คนที่ไม่คิดจะ"ฟัง"เราตั้งแต่แรกสักเท่าไร แม่งเหนื่อยเปล่า
แม่ง ทำเหมือนจะ"ฟัง"แต่มันแค่"ได้ยิน"ในส่ิงที่เราพูด โดยที่มันมีบทสรุปว่าที่เราพูด'มันไม่ใช่'มาแล้วตั้งแต่ต้น
ยิ่งพูด ก็ยิ่งเฉไฉ ไถๆ แฉลบๆ ไปเรื่อย
เหนื่อยชิบหายกับที่ต้องตามมันไปพูดถึงประเด็นแฉลบ แล้วบอกว่าที่กำลังพูดกันอยู่เนี่ย มันไม่ใช่ประเด็นนี้ แล้วที่มึงกำลังพูดเนี่ย มันแฉลบออกไปแล้วโว้ย
แล้วสุดท้ายกลับมาบอกว่าเราเป็นคนคิดอะไรแคบๆ อีก เออ... เอากะมันดิ
เรามั่นใจในความพยายามที่จะมองให้หลากมุมของเรา และเราก็คิดว่า หลายๆ คนที่ตั้งใจ"ฟัง"ความคิดเห็นเราดีพอ จะรู้ได้ว่าเราพยายามมองให้หลากมุม พยายามที่จะไม่ลืมว่า คนเรามันต่างกัน และต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาบนพื้นฐานของความต่าง
เราเองซะอีก ที่ควรจะบอกมันว่า มันกำลังเชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นแบบที่มันคิดมากเกินไปฤเปล่า
จำไว้ไอ้โบ๊ท จำไว้... ต่อไปให้ปล่อยผ่าน
แม่ง ทำเหมือนจะ"ฟัง"แต่มันแค่"ได้ยิน"ในส่ิงที่เราพูด โดยที่มันมีบทสรุปว่าที่เราพูด'มันไม่ใช่'มาแล้วตั้งแต่ต้น
ยิ่งพูด ก็ยิ่งเฉไฉ ไถๆ แฉลบๆ ไปเรื่อย
เหนื่อยชิบหายกับที่ต้องตามมันไปพูดถึงประเด็นแฉลบ แล้วบอกว่าที่กำลังพูดกันอยู่เนี่ย มันไม่ใช่ประเด็นนี้ แล้วที่มึงกำลังพูดเนี่ย มันแฉลบออกไปแล้วโว้ย
แล้วสุดท้ายกลับมาบอกว่าเราเป็นคนคิดอะไรแคบๆ อีก เออ... เอากะมันดิ
เรามั่นใจในความพยายามที่จะมองให้หลากมุมของเรา และเราก็คิดว่า หลายๆ คนที่ตั้งใจ"ฟัง"ความคิดเห็นเราดีพอ จะรู้ได้ว่าเราพยายามมองให้หลากมุม พยายามที่จะไม่ลืมว่า คนเรามันต่างกัน และต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาบนพื้นฐานของความต่าง
เราเองซะอีก ที่ควรจะบอกมันว่า มันกำลังเชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นแบบที่มันคิดมากเกินไปฤเปล่า
จำไว้ไอ้โบ๊ท จำไว้... ต่อไปให้ปล่อยผ่าน
Thursday, November 08, 2007
พระจันทร์ตกน้ำ... ที่ไหนจะสวยเท่าที่เจ้าพระยา...
เคยได้ยินกันไหม เพลงประกอบโฆษณาโครงการณ์ตาวิเศษ
(สมัยผมเด็กๆ ...เอ่อ กี่ปีมาแล้วนี่)
แต่เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับโฆษณาและเพลงประกอบข้างต้น ...!!!!
เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งได้ดูรายการ Top Gear บนทีวีช่อง Dave (ฤไม่ก็ Dave +1)
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ทางผู้ดำเนินรายการเขาจัดให้มีการทดสอบการช่วยเหลือตัวเองหากเกิดเหตุการณ์รถตกน้ำ ว่าเราควรจะทำอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดจากการจมน้ำ
อืม... รถตกน้ำ ที่ไหนๆ ก็คงไม่สวยเหมือนพระจันทร์ตกน้ำหรอก
ใช่ไหม...
...
...
...
วันนี้ ผมได้ฟอเหวิดเมลฉบับหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็จำได้ว่าเคยได้อยู่เรื่อยๆ
เนื้อหาในฟอเหวิดเมลบอกเล่าถึงวิธีการปฏิบัติหากเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์ขณะขับรถ คือ ยางระเบิด และ รถตกน้ำ
ผมขอพูดถึงแค่รถตกน้ำก็แล้วกัน
นี่คือข้อควรปฏิบัติที่กล่าวไว้ในฟอเหวิดเมลนั้น
กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม
รถจะไม่ตกลงไปใน น้ำแล้วจมทันที เหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ
จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้
ควรตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน!
ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิด
ประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด
แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของ รถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ
หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้หาก น้ำลึกมากๆอาจจะมองไม่เห็นว่า
ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมดไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่าย ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ
กรณีเช่นนี้ ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือ ลองเป่าปากดูว่า ฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด
ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มี อาการ หลงน้ำ
นอกจากนั้น ก่อนออกจากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบ เด็กๆ นั้น
ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติ ตามวิธีการเหล่านี้
ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่าน ปลอดภัยได้ ในยามคับขัน
...
...
...
ในรายการ Top Gear ผู้ดำเนินรายการได้จำลองสถานการณ์รถตกน้ำขึ้นมา
ครั้งแรก เขาปฏิบัติเหมือนๆ กับที่ในฟอเหวิดเมลแนะนำ
ผลก็คือระหว่างรอให้ความดันในรถกับข้างนอกเท่ากัน อากาศเฮือกสุดท้ายที่เขาสูดเก็บไว้ในชั่วขณะก่อนที่น้ำจะเข้ามาเต็มรถ ได้หมดลงเสียก่อนที่จะสามารถเปิดประตูได้
(ในรายการ มีนักดำน้ำพร้อมถังออกซิเจนนั่งอยู่ข้างหลังรถด้วย ผู้ทดลองให้สัญญาณขอออกซิเจนมาใช้หายใจ จึงไม่เป็นอะไร)
ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่ยังคงกระท่อนกระแท่นของผม ผมจับความจากที่เขาอธิบายได้ว่า
หลังจากน้ำเข้ามาจนเต็มรถ (หรือเกือบเต็ม แต่ผมเข้าใจว่า จนผ่านพ้นวินาทีที่เราจะหายใจเฮือกสุดท้ายได้แล้ว) ความดันภายนอกและภายในรถไม่ได้เท่ากันในทันที
เขายังคงไม่สามารถเปิดประตูรถได้ ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหน
กว่าที่จะสามารถเปิดประตูได้ ก็เมื่อรถได้จมลงสู่พื้นสระแล้วชั่วขณะหนึ่ง
ซึ่งในการทดลอง สระน้ำที่เขาทดลองลึกเพียงไม่กี่เมตร (ผมจำไม่ได้แน่ชัดนัก แต่คิดว่าไม่น่าจะเกิน 3-4 เมตร)
ลองจินตนาการว่า ในชีวิตจริง หากเกิดเหตุการณ์รถตกน้ำจริง ความลึกจะเป็นเท่าไร และเวลาที่ต้องรอจนกว่าจะเปิดประตูได้ จะยิ่งนานขึ้นมากแค่ไหน
ในรอบที่สอง ผู้ทดลองได้รีบถอดเข็มขัดนิรภัย พยายามเปิดประตูพาตัวเองออกมาจากรถทันทีที่รถตกน้ำ ในช่วงเวลาที่รถยังลอยอยู่บนผิวน้ำ
(รถจะไม่จมลงไปใต้น้ำทันที จะมีช่วงเวลาที่ลอยอยู่ระดับผิวน้ำและค่อยๆ จมลงช้าๆ)
เขาปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้ความช่วยเหลือใดๆ จากนักดำน้ำ
...
...
...
ผมอาจไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่ดีนัก จึงไม่สามารถจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ละเอียด
แต่ผมจำได้ว่า ในหลักกาลามาสูตร มีข้อหนึ่งบอกไว้ว่า
อย่าปักใจเชื่อเพียงเพราะเขาบอก
(สมัยผมเด็กๆ ...เอ่อ กี่ปีมาแล้วนี่)
แต่เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับโฆษณาและเพลงประกอบข้างต้น ...!!!!
เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งได้ดูรายการ Top Gear บนทีวีช่อง Dave (ฤไม่ก็ Dave +1)
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ทางผู้ดำเนินรายการเขาจัดให้มีการทดสอบการช่วยเหลือตัวเองหากเกิดเหตุการณ์รถตกน้ำ ว่าเราควรจะทำอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดจากการจมน้ำ
อืม... รถตกน้ำ ที่ไหนๆ ก็คงไม่สวยเหมือนพระจันทร์ตกน้ำหรอก
ใช่ไหม...
...
...
...
วันนี้ ผมได้ฟอเหวิดเมลฉบับหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็จำได้ว่าเคยได้อยู่เรื่อยๆ
เนื้อหาในฟอเหวิดเมลบอกเล่าถึงวิธีการปฏิบัติหากเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์ขณะขับรถ คือ ยางระเบิด และ รถตกน้ำ
ผมขอพูดถึงแค่รถตกน้ำก็แล้วกัน
นี่คือข้อควรปฏิบัติที่กล่าวไว้ในฟอเหวิดเมลนั้น
กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม
รถจะไม่ตกลงไปใน น้ำแล้วจมทันที เหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ
จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้
ควรตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน!
ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิด
ประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด
แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของ รถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ
หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้หาก น้ำลึกมากๆอาจจะมองไม่เห็นว่า
ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมดไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่าย ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ
กรณีเช่นนี้ ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือ ลองเป่าปากดูว่า ฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด
ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มี อาการ หลงน้ำ
นอกจากนั้น ก่อนออกจากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบ เด็กๆ นั้น
ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติ ตามวิธีการเหล่านี้
ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่าน ปลอดภัยได้ ในยามคับขัน
...
...
...
ในรายการ Top Gear ผู้ดำเนินรายการได้จำลองสถานการณ์รถตกน้ำขึ้นมา
ครั้งแรก เขาปฏิบัติเหมือนๆ กับที่ในฟอเหวิดเมลแนะนำ
ผลก็คือระหว่างรอให้ความดันในรถกับข้างนอกเท่ากัน อากาศเฮือกสุดท้ายที่เขาสูดเก็บไว้ในชั่วขณะก่อนที่น้ำจะเข้ามาเต็มรถ ได้หมดลงเสียก่อนที่จะสามารถเปิดประตูได้
(ในรายการ มีนักดำน้ำพร้อมถังออกซิเจนนั่งอยู่ข้างหลังรถด้วย ผู้ทดลองให้สัญญาณขอออกซิเจนมาใช้หายใจ จึงไม่เป็นอะไร)
ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่ยังคงกระท่อนกระแท่นของผม ผมจับความจากที่เขาอธิบายได้ว่า
หลังจากน้ำเข้ามาจนเต็มรถ (หรือเกือบเต็ม แต่ผมเข้าใจว่า จนผ่านพ้นวินาทีที่เราจะหายใจเฮือกสุดท้ายได้แล้ว) ความดันภายนอกและภายในรถไม่ได้เท่ากันในทันที
เขายังคงไม่สามารถเปิดประตูรถได้ ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหน
กว่าที่จะสามารถเปิดประตูได้ ก็เมื่อรถได้จมลงสู่พื้นสระแล้วชั่วขณะหนึ่ง
ซึ่งในการทดลอง สระน้ำที่เขาทดลองลึกเพียงไม่กี่เมตร (ผมจำไม่ได้แน่ชัดนัก แต่คิดว่าไม่น่าจะเกิน 3-4 เมตร)
ลองจินตนาการว่า ในชีวิตจริง หากเกิดเหตุการณ์รถตกน้ำจริง ความลึกจะเป็นเท่าไร และเวลาที่ต้องรอจนกว่าจะเปิดประตูได้ จะยิ่งนานขึ้นมากแค่ไหน
ในรอบที่สอง ผู้ทดลองได้รีบถอดเข็มขัดนิรภัย พยายามเปิดประตูพาตัวเองออกมาจากรถทันทีที่รถตกน้ำ ในช่วงเวลาที่รถยังลอยอยู่บนผิวน้ำ
(รถจะไม่จมลงไปใต้น้ำทันที จะมีช่วงเวลาที่ลอยอยู่ระดับผิวน้ำและค่อยๆ จมลงช้าๆ)
เขาปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้ความช่วยเหลือใดๆ จากนักดำน้ำ
...
...
...
ผมอาจไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่ดีนัก จึงไม่สามารถจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ละเอียด
แต่ผมจำได้ว่า ในหลักกาลามาสูตร มีข้อหนึ่งบอกไว้ว่า
อย่าปักใจเชื่อเพียงเพราะเขาบอก
Subscribe to:
Posts (Atom)