เวลาไม่สบาย เราทำอย่างไรกันครับ?
ถ้ามันไม่หนักหนานัก เช่น ปวดหัว มีไข้นิดๆ อ่อนเพลีย
วิธีง่ายๆ ก็คือพักผ่อนใช่ไหมครับ
ร่างกายเรา เวลาถูกใช้งานหนักๆ ฤว่ามีอะไรผิดปกติ
เราก็ควรให้มันได้หยุด เพื่อพักฟื้นบ้าง
ใครๆ ก็บอกว่า สุขภาพต้องมาก่อน
ร่างกายเรา เราก็ควรจะดูแลให้ดีๆ
แล้วสุขภาพใจล่ะ เราดูแลกันดีแค่ไหน
...
...
...
ไม่กี่วันมานี้ ผมได้คุยกับเพื่อนสาวคนหนึ่ง
ผมและเธอ รู้จักกันมาเกือบสามปี
ช่วงต้นของการรู้จักกัน เราเหมือนคุยกันง่าย สนิทกันค่อนข้างเร็ว
จากนั้นเราก็ขาดการติดต่อกันไปนานพอสมควร
แล้วเมื่อสักสองสามเดือนมานี้ ผมและเธอได้กลับมาคุยกันมากขึ้น
เธอบอกผมว่า เธอเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน เลิกมาได้สักประมาณเดือนหนึ่ง
แล้วตอนนี้ เธอก็กำลังมีคนที่คุยๆ ทำความรู้จักกันอยู่
ไม่นานนักหลังจากนั้น ผมก็ได้รับรู้จากเธอว่า ผู้ชายคนนั้น มีแฟนอยู่แล้ว แต่มาหลอกเธอ
เธอจึงเลิกยุ่งเกี่ยวไป
อีกไม่นานถัดมา เธอก็ได้รู้จักกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ทั้งสองสนใจกัน และก็เริ่มที่จะทำความรู้จักสนิทสนมกัน
วันหนึ่ง เธอพูดกับผมว่า เธอกลัว
เธอไม่แน่ใจว่า ผู้ชายคนนี้ คนล่าสุดนี้ จะจริงจังกับเธอแค่ไหน
เธอบอกกับผมว่า เธอไม่อยากถูกหลอกอีก เพราะเพิ่งผิดหวังมาสองครั้งติดๆ กับความรัก (ถึงแม้ว่า ครั้งที่สอง จะยังไม่ถึงขั้นรักก็ตามที)
เธอยังบอกอีกว่า ตอนนี้เธออ่อนแอ ไม่อยากถูกหลอก ไม่อยากเจออะไรแย่ๆ อีก
...
...
...
บางครั้ง ผมรู้สึกแปลกใจ
ทำไมบางคน เมื่อผิดหวังกับความรัก ถึงได้ต้องการหาใครสักคนอย่างเร่งด่วน
ราวกับว่า มันจะเป็นยาขนานเอก ที่จะช่วยรักษา และขจัดอาการป่วยไข้ของหัวใจไปได้เป็นปลิดทิ้ง
ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว เราเองก็ยากที่จะรู้ได้ว่า เราเลือกยาถูกขนานแน่ฤเปล่า หรือเราจะไม่แพ้ยาขนานนั้นแน่ๆ
ตัวผมเอง กับสุขภาพกาย ถ้ามันไม่หนักหนานัก ผมไม่ชอบที่จะกินยา
ผมเลือกที่จะใช้วิธีการง่ายๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ
ผมเลือกที่จะพักร่างกาย เพื่อให้มันฟื้นตัว กลับมาแข็งแรงเหมือนเวลาปกติ
เพราะผมเชื่อว่า ร่างกายเรา ย่อมรู้ดีที่สุด และเชื่อว่า มันมีกระบวนการที่จะรักษา และฟื้นคืนด้วยตัวของมันเอง
ในขณะที่ยา ผมมองมันเป็นสารเคมี และผมก็กลัวว่า มันจะมีผลข้างเคียง ไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว
ทำไม กับสุขภาพหัวใจ เราไม่ปล่อยให้มันได้หยุดพักผ่อนบ้าง หลังจากเพิ่งผ่านพบเรื่องหนักๆ มาไม่นาน
ปล่อยให้มันค่อยๆ ฟื้นคืน จนเริ่มแข็งแรงดังเดิม จนรู้สึกได้ว่าพร้อมที่จะพบเจอในสิ่งต่างๆ ทั้งดีและร้าย จึงค่อยปล่อยให้มันทำหน้าที่ของหัวใจต่อไป
เพราะเราเองก็คงยากที่จะรู้ว่า การเดินทางครั้งใหม่ของหัวใจ มันจะไปเจอกับเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฤว่าต้องไปลุยป่าฝ่าดงที่มีแต่ขวากหนาม
การที่จะทำให้สุขภาพใจพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ บางทีการพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนการเดินทางครั้งใหม่ น่าจะเป็นวิธีที่ดีอยู่ไม่น้อย
แล้วทำไม เราไม่เลือกที่จะปล่อยให้หัวใจได้หยุดพักบ้าง
...
...
...
วันนั้นผมบอกเธอไปว่า
ถ้ารู้ว่ายังอ่อนแอ ทำไมไม่หยุดพักข้างทางสักหน่อย
ให้หัวใจได้พักสักระยะ จนเมื่อรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้นเมื่อไร ก็ค่อยเริ่มเดินทางต่ออีกหน
เธอไม่ได้ตอบมา ว่าเธอจะเลือกที่จะเดินต่อ หรือเลือกที่จะหยุดพัก
แต่ไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหน ผมก็ขออวยพรให้หัวใจของเพื่อนผม ยังแข็งแรงพอที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
แล้วถ้ามีเวลา อย่าลืมหาวันหยุดให้หัวใจได้หยุดพักกันบ้าง
Tuesday, January 31, 2006
Sunday, December 25, 2005
เสียงจากข้างใน
ในวงสนทนาระหว่างเพื่อนที่คบกันมาเกือบสิบปี
ผมเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง...
เราเคยอยู่เงียบๆ แล้วเงี่ยหูฟังเสียงจากข้างในตัวเองกันบ้างไหม
...
...
...
หลายคนรอบข้าง ต่างเริ่มต้นเดินบนเส้นทางชีวิตของตัวเอง
ต่างคนต่างกำหนดจุดหมายปลายทาง
บางคราว ผมสงสัยว่า เส้นทางที่เขาและเธอเลือกเดิน ใครกันกำหนด
หลายครั้ง เมื่อคนส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า แบบนั้นดี แบบนี้เยี่ยม
หลายคนก็พร้อมที่จะกำหนดจุดหมายปลายทาง กำหนดทางเดิน ในทิศทางเดียวกันกับที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าดี
บางคนเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักบริหาร โดยที่ตัวเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงอยากเป็น
เป็นเสียงจากข้างในที่อยากเป็น ฤเป็นเสียงจากคนรอบข้างที่อยากให้เป็น
บางคน สมัครเข้าทำงานในองค์กรใหญ่ ที่ซึ่งวัฒนธรรมและบรรยากาศแตกต่างจากที่ตัวเองฝันไว้
เพราะเป็นที่ยอมรับกันในคนหมู่มากว่า อยากก้าวหน้า ต้องมาเริ่มต้นที่นี่ ต้องเดินตามขั้นตอนแบบนี้ แบบนั้น
บางคราวผมนึกสงสัยว่า ผู้คนเหล่านั้น กำหนดเส้นทางเดินอย่างไร
พวกเขาเคยตั้งใจฟังเสียงจากข้างในบ้างไหม ว่าตัวเอง มีความสุขกับอะไร
ฤว่าการมีชีวิต มีหน้าที่การงาน อันเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
จริงอยู่ การเป็นที่ยอมรับมันหอมหวาน ใครก็อยากเป็นที่ยอมรับของใครและใคร ...ความรู้สึกนี้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง
แต่เราเคยถามตัวเอง แล้วได้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนกันบ้างไหมว่า เราอยากไปยืนตรงจุดไหน
บางที เราฟังแต่เสียงรอบข้าง ว่าแบบไหนดี แบบไหนเยี่ยม เราก็ตั้งความหวังว่าจะไป ตั้งใจว่าจะทำ
จนหลายครั้ง เราเอง ละเลยเสียงจากข้างในตัวเอง ที่น่าจะได้ยินชัดเจนที่สุด ว่าเราอยากเป็นแบบไหน
ผมสงสัยว่า ความสุขที่ได้เป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มาก กับความสุขที่ได้เดินตามเสียงจากข้างในตัวเอง มันแตกต่างกันบ้างไหม
ผมเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง...
เราเคยอยู่เงียบๆ แล้วเงี่ยหูฟังเสียงจากข้างในตัวเองกันบ้างไหม
...
...
...
หลายคนรอบข้าง ต่างเริ่มต้นเดินบนเส้นทางชีวิตของตัวเอง
ต่างคนต่างกำหนดจุดหมายปลายทาง
บางคราว ผมสงสัยว่า เส้นทางที่เขาและเธอเลือกเดิน ใครกันกำหนด
หลายครั้ง เมื่อคนส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า แบบนั้นดี แบบนี้เยี่ยม
หลายคนก็พร้อมที่จะกำหนดจุดหมายปลายทาง กำหนดทางเดิน ในทิศทางเดียวกันกับที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าดี
บางคนเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักบริหาร โดยที่ตัวเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงอยากเป็น
เป็นเสียงจากข้างในที่อยากเป็น ฤเป็นเสียงจากคนรอบข้างที่อยากให้เป็น
บางคน สมัครเข้าทำงานในองค์กรใหญ่ ที่ซึ่งวัฒนธรรมและบรรยากาศแตกต่างจากที่ตัวเองฝันไว้
เพราะเป็นที่ยอมรับกันในคนหมู่มากว่า อยากก้าวหน้า ต้องมาเริ่มต้นที่นี่ ต้องเดินตามขั้นตอนแบบนี้ แบบนั้น
บางคราวผมนึกสงสัยว่า ผู้คนเหล่านั้น กำหนดเส้นทางเดินอย่างไร
พวกเขาเคยตั้งใจฟังเสียงจากข้างในบ้างไหม ว่าตัวเอง มีความสุขกับอะไร
ฤว่าการมีชีวิต มีหน้าที่การงาน อันเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
จริงอยู่ การเป็นที่ยอมรับมันหอมหวาน ใครก็อยากเป็นที่ยอมรับของใครและใคร ...ความรู้สึกนี้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง
แต่เราเคยถามตัวเอง แล้วได้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนกันบ้างไหมว่า เราอยากไปยืนตรงจุดไหน
บางที เราฟังแต่เสียงรอบข้าง ว่าแบบไหนดี แบบไหนเยี่ยม เราก็ตั้งความหวังว่าจะไป ตั้งใจว่าจะทำ
จนหลายครั้ง เราเอง ละเลยเสียงจากข้างในตัวเอง ที่น่าจะได้ยินชัดเจนที่สุด ว่าเราอยากเป็นแบบไหน
ผมสงสัยว่า ความสุขที่ได้เป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มาก กับความสุขที่ได้เดินตามเสียงจากข้างในตัวเอง มันแตกต่างกันบ้างไหม
Monday, November 07, 2005
พลังแห่งชีวิต
เคยรู้สึกว่าหมดไฟ หมดแรง หมดพลัง สำหรับชีวิตปกติที่สุดแสนจะวุ่นวายกันบ้างไหมครับ?
ย้อนหลังไปสองสัปดาห์ก่อน ผมชวนตัวเองลาพักจากงานประจำ และชีวิตอันแสนวุ่นวายในเมืองใหญ่
ไปใช้ชีวิตที่เหมือนเป็นคนละโลก บนดอยที่บ้านแม่ผักแหละ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ขึ้นไปทำค่าย...สร้างโรงนอนให้เด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านแม่ผักแหละ...ชีวิตช่างแตกต่าง
ชิวิตในเมืองใหญ่... วุ่นวาย สับสน ร้อนรน เร่งรีบ และดูเหมือนว่าวันหนึ่งๆ ตัวผมเองรู้สึกเหมือนไร้จิตวิญญาณ
ถึงแม้จะมีเรื่องราวเล็กๆ รอบตัว ที่ช่วยแต่งแต้มรอยยิ้มที่มุมปากได้บ้าง เป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้ว ชีวิตเหมือนไร้ชีวา
ชีวิตบนดอย... แม้งานจะหนัก จะเหนื่อยบ้าง ความสะดวกสบายก็หายาก แต่ผมรู้สึกโล่ง รู้สึกสบายใจ และมีความสุข
รอยยิ้มเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลา ความสุขเหมือนเป็นสิ่งคุ้นเคย
ทุกครั้งที่พาตัวเองไปพบเจอประสบการณ์แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนได้สร้างพลังอะไรบางอย่างข้างในตัวเอง
อะไรบางอย่างที่จะเป็นแรงผลักดันให้ผมสู้ เป็นแรงขับในการใช้ชีวิตต่อไป หลังจากที่บางครั้งเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร
นี่ฤเปล่า ที่บางใครเคยกล่าวไว้ว่า ในการเป็นผู้ให้ คุณจะได้รับอะไรบางอย่างตอบแทนอยู่ในตัวมันเอง
ขอบคุณ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน สำหรับช่วงเวลาดีๆ ที่แปรสภาพมาเป็นความรู้สึกดีๆ เป็น"พลังแห่งชีวิต"ให้กับผมได้ใช้ในการดำเนินชีวิต ในการตามหาอะไรบางอย่างของผมต่อไป
...แล้วเราคงได้เจอกันอีก ...
ย้อนหลังไปสองสัปดาห์ก่อน ผมชวนตัวเองลาพักจากงานประจำ และชีวิตอันแสนวุ่นวายในเมืองใหญ่
ไปใช้ชีวิตที่เหมือนเป็นคนละโลก บนดอยที่บ้านแม่ผักแหละ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ขึ้นไปทำค่าย...สร้างโรงนอนให้เด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านแม่ผักแหละ...ชีวิตช่างแตกต่าง
ชิวิตในเมืองใหญ่... วุ่นวาย สับสน ร้อนรน เร่งรีบ และดูเหมือนว่าวันหนึ่งๆ ตัวผมเองรู้สึกเหมือนไร้จิตวิญญาณ
ถึงแม้จะมีเรื่องราวเล็กๆ รอบตัว ที่ช่วยแต่งแต้มรอยยิ้มที่มุมปากได้บ้าง เป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้ว ชีวิตเหมือนไร้ชีวา
ชีวิตบนดอย... แม้งานจะหนัก จะเหนื่อยบ้าง ความสะดวกสบายก็หายาก แต่ผมรู้สึกโล่ง รู้สึกสบายใจ และมีความสุข
รอยยิ้มเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลา ความสุขเหมือนเป็นสิ่งคุ้นเคย
ทุกครั้งที่พาตัวเองไปพบเจอประสบการณ์แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนได้สร้างพลังอะไรบางอย่างข้างในตัวเอง
อะไรบางอย่างที่จะเป็นแรงผลักดันให้ผมสู้ เป็นแรงขับในการใช้ชีวิตต่อไป หลังจากที่บางครั้งเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร
นี่ฤเปล่า ที่บางใครเคยกล่าวไว้ว่า ในการเป็นผู้ให้ คุณจะได้รับอะไรบางอย่างตอบแทนอยู่ในตัวมันเอง
ขอบคุณ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน สำหรับช่วงเวลาดีๆ ที่แปรสภาพมาเป็นความรู้สึกดีๆ เป็น"พลังแห่งชีวิต"ให้กับผมได้ใช้ในการดำเนินชีวิต ในการตามหาอะไรบางอย่างของผมต่อไป
...แล้วเราคงได้เจอกันอีก ...
Wednesday, September 28, 2005
ณ สถานที่ ที่เวลาเดินถอยหลัง
"สวัสดี ดากานดา"
...
...
...
...กี่ปีแล้วหนอ ที่ใช้ชีวิตราวกับว่าเวลามันหยุดนิ่ง ฤ อาจจะเดินถอยหลังเสียด้วยซ้ำ...
นับตั้งแต่เวลาพาให้ชีวิตได้พบกับใครคนหนึ่ง แล้วเวลาก็พัดผ่าน และพัดพาให้ต้องเหินห่างจากใครคนนั้น
ในความเป็นจริง มันก็เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา เป็นสัจธรรมที่ได้พบเจอกันอยู่บ่อยๆ
เวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เหมือนๆ กับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของมัน
แต่ช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา ผมเองกลับดำรงชีวิตอยู่ในสถานที่ที่เวลาเหมือนหยุดนิ่ง ฤ บางทีอาจจะเดินถอยหลัง
ผมยังคงมีความสุข กับบางช่วงเวลาในอดีต
ผมยังคงพาตัวเองไปพบกับเธอคนนั้นในความทรงจำ
ผมยังคงเมินเฉยกับความจริงที่เวลานั้นไม่เคยหยุดเดิน
และที่แน่นอนที่สุด...ผมยังคงมีความรักให้เธอคนนั้นเสมอ
...
...
...
เพียงแค่หวังว่า สักวันหนึ่ง ผมจะได้พบกับใครบางคน ที่จะมาไขลานให้เวลาของผมไม่หยุดนิ่ง ไม่ถอยหลัง
และ ณ ที่แห่งนั้น เวลาของผมคงจะเดินไปข้างหน้า ตามธรรมชาติของมันเสียที
--------------------------------------------------------------------------------------
* ขอบคุณพี่เอ๋ สำหรับ "เพื่อนสนิท" รอบสื่อมวลชน ที่ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการเขียนครั้งนี้
* ขอบคุณเธอคนนั้น สำหรับความทรงจำที่ดี และสำหรับความสุขที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ผมเอง ที่สุขไปคนเดียว
* "ดากานดา แปลว่า หญิงอันเป็นที่รัก"
--------------------------------------------------------------------------------------
...
...
...
...กี่ปีแล้วหนอ ที่ใช้ชีวิตราวกับว่าเวลามันหยุดนิ่ง ฤ อาจจะเดินถอยหลังเสียด้วยซ้ำ...
นับตั้งแต่เวลาพาให้ชีวิตได้พบกับใครคนหนึ่ง แล้วเวลาก็พัดผ่าน และพัดพาให้ต้องเหินห่างจากใครคนนั้น
ในความเป็นจริง มันก็เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา เป็นสัจธรรมที่ได้พบเจอกันอยู่บ่อยๆ
เวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เหมือนๆ กับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของมัน
แต่ช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา ผมเองกลับดำรงชีวิตอยู่ในสถานที่ที่เวลาเหมือนหยุดนิ่ง ฤ บางทีอาจจะเดินถอยหลัง
ผมยังคงมีความสุข กับบางช่วงเวลาในอดีต
ผมยังคงพาตัวเองไปพบกับเธอคนนั้นในความทรงจำ
ผมยังคงเมินเฉยกับความจริงที่เวลานั้นไม่เคยหยุดเดิน
และที่แน่นอนที่สุด...ผมยังคงมีความรักให้เธอคนนั้นเสมอ
...
...
...
เพียงแค่หวังว่า สักวันหนึ่ง ผมจะได้พบกับใครบางคน ที่จะมาไขลานให้เวลาของผมไม่หยุดนิ่ง ไม่ถอยหลัง
และ ณ ที่แห่งนั้น เวลาของผมคงจะเดินไปข้างหน้า ตามธรรมชาติของมันเสียที
--------------------------------------------------------------------------------------
* ขอบคุณพี่เอ๋ สำหรับ "เพื่อนสนิท" รอบสื่อมวลชน ที่ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการเขียนครั้งนี้
* ขอบคุณเธอคนนั้น สำหรับความทรงจำที่ดี และสำหรับความสุขที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ผมเอง ที่สุขไปคนเดียว
* "ดากานดา แปลว่า หญิงอันเป็นที่รัก"
--------------------------------------------------------------------------------------
Subscribe to:
Posts (Atom)