จันทร์ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ = mighty mouse day
ขอบคุณ
Tuesday, January 01, 2008
Wednesday, December 26, 2007
I'm eating my hope to survive
ผมจากบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รัก มาพำนักพักอาศัยอยู่หกพันไมล์ไกลบ้านได้เป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกสามเดือนกว่า
อย่าถามว่าผมคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านไหม... "โคตร" คือคำตอบ
เพื่อนหลายคนมักทักทาย ไถ่ถาม มาทาง msn อยู่เนืองๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
คำตอบในระยะหลังของผม มักจะเป็น
I'm eating my hope to survive.
และผมหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะความหวังบางอย่างที่มีอยู่ ผมคงถอนทัพกลับเมืองไทยไปแล้ว
มีเพื่อนถามว่า ทำไมไม่เป็น i'm eating my dream to survive.
คำว่า dream มันฟังดูมีพลัง และดูหล่อกว่า hope มากอยู่ (ฮา)
แต่ผมแค่คิดว่า dream สำหรับผม มันดูเป็นอะไรที่เพ้อฝัน จับต้อง(ยัง)ไม่ได้ มันเหมือนเป็นเพียงแค่วิมานที่ถูกวาดบนอากาศ
ใช่ มันเริ่มต้นจาก"ความฝัน"นี่แหละ แต่ผมลงมือทำอะไรอะไรไปแล้วมากพอควร
มากพอที่ความฝันอันเดิมนั้นมันเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่าง มีรากฐาน จับต้องได้
มันกลายมาเป็น"ความหวัง" ซึ่งสำหรับผม มันมีโอกาส มีหนทาง
ผมมองเห็นเส้นทางที่จะเดินทางไปคว้าฝันนั้นมาได้
แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่ามันจะออกหัวออกก้อย ...ยังไม่รู้ว่าผมจะได้เดินบนเส้นทางที่ผมเห็นนั่นฤเปล่า
วันนี้ ผมกับไอ้พอลมีไอเดียสำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มใหม่ครบหมดแล้ว
เรียกว่าเสร็จไปเก้าสิบ เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว สำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มนี้
เหลือแค่วาดมันขึ้นมา รวมถึงตัดสินใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับบางชิ้นงานเท่านั้น
จากนั้น ก็หาทางติดต่อครีเอทีฟในเอเจนซี่ทั้งหลายแหล่(ที่เราอยากเข้าไปฝึกงาน ทำงานที่นั่น) เพื่อขอเข้าไปให้เขาดูงานที่เรามี
ทีนี้ล่ะ ผมจะได้เห็นความเป็นไปได้ ผมจะตอบตัวเองได้เสียที ว่าจะกัดฟันทนสู้อยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อย ฤว่าจะกลับไปเริ่มต้นที่เมืองไทยอันเป็นที่รักดี
พูดแล้วก็หงุดหงิดทั้งตัวเองและไอ้พอล
ถ้าไม่โอ้เอ้ เรื่อยเฉื่อย ถ้ามีวินัยให้มากกว่านี้ ถ้ามุ่งมั่น ฝักใฝ่ ให้มากกว่านี้ ป่านนี้ คงผ่านพ้นขั้นตอนที่เอางานไปให้ดูนี้ไปแล้ว
ป่านนี้ผมคงรู้แล้วว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน กับความฝันน้อยนิดมหาศาลของผมอันนี้
...
...
...
ด้วยสภาพทางการเงินของทั้งตัวผมเองที่นี่จากการทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟ และของทางบ้านที่ไม่ได้มั่งมีอะไร
ด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนล้า โหยหา อยากกลับไปหา"ชีวิต"ของผมที่ประเทศไทย บ้านเกิด
ณ เวลานี้ ผมใช้ชีิวิตอยู่ในมหานครลอนดอนนี้ได้ด้วยการกัดก้อนความหวังกินจริงๆ
หากมันหมดลงเมื่อไร ผมคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ เพราะผมไม่อยากอดตาย(ทั้งทางร่างกายและจิดใจ)อยู่ที่นี่
และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้เจอกัน ...ที่ประเทศไทย
อย่าถามว่าผมคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านไหม... "โคตร" คือคำตอบ
เพื่อนหลายคนมักทักทาย ไถ่ถาม มาทาง msn อยู่เนืองๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
คำตอบในระยะหลังของผม มักจะเป็น
I'm eating my hope to survive.
และผมหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะความหวังบางอย่างที่มีอยู่ ผมคงถอนทัพกลับเมืองไทยไปแล้ว
มีเพื่อนถามว่า ทำไมไม่เป็น i'm eating my dream to survive.
คำว่า dream มันฟังดูมีพลัง และดูหล่อกว่า hope มากอยู่ (ฮา)
แต่ผมแค่คิดว่า dream สำหรับผม มันดูเป็นอะไรที่เพ้อฝัน จับต้อง(ยัง)ไม่ได้ มันเหมือนเป็นเพียงแค่วิมานที่ถูกวาดบนอากาศ
ใช่ มันเริ่มต้นจาก"ความฝัน"นี่แหละ แต่ผมลงมือทำอะไรอะไรไปแล้วมากพอควร
มากพอที่ความฝันอันเดิมนั้นมันเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่าง มีรากฐาน จับต้องได้
มันกลายมาเป็น"ความหวัง" ซึ่งสำหรับผม มันมีโอกาส มีหนทาง
ผมมองเห็นเส้นทางที่จะเดินทางไปคว้าฝันนั้นมาได้
แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่ามันจะออกหัวออกก้อย ...ยังไม่รู้ว่าผมจะได้เดินบนเส้นทางที่ผมเห็นนั่นฤเปล่า
วันนี้ ผมกับไอ้พอลมีไอเดียสำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มใหม่ครบหมดแล้ว
เรียกว่าเสร็จไปเก้าสิบ เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว สำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มนี้
เหลือแค่วาดมันขึ้นมา รวมถึงตัดสินใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับบางชิ้นงานเท่านั้น
จากนั้น ก็หาทางติดต่อครีเอทีฟในเอเจนซี่ทั้งหลายแหล่(ที่เราอยากเข้าไปฝึกงาน ทำงานที่นั่น) เพื่อขอเข้าไปให้เขาดูงานที่เรามี
ทีนี้ล่ะ ผมจะได้เห็นความเป็นไปได้ ผมจะตอบตัวเองได้เสียที ว่าจะกัดฟันทนสู้อยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อย ฤว่าจะกลับไปเริ่มต้นที่เมืองไทยอันเป็นที่รักดี
พูดแล้วก็หงุดหงิดทั้งตัวเองและไอ้พอล
ถ้าไม่โอ้เอ้ เรื่อยเฉื่อย ถ้ามีวินัยให้มากกว่านี้ ถ้ามุ่งมั่น ฝักใฝ่ ให้มากกว่านี้ ป่านนี้ คงผ่านพ้นขั้นตอนที่เอางานไปให้ดูนี้ไปแล้ว
ป่านนี้ผมคงรู้แล้วว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน กับความฝันน้อยนิดมหาศาลของผมอันนี้
...
...
...
ด้วยสภาพทางการเงินของทั้งตัวผมเองที่นี่จากการทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟ และของทางบ้านที่ไม่ได้มั่งมีอะไร
ด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนล้า โหยหา อยากกลับไปหา"ชีวิต"ของผมที่ประเทศไทย บ้านเกิด
ณ เวลานี้ ผมใช้ชีิวิตอยู่ในมหานครลอนดอนนี้ได้ด้วยการกัดก้อนความหวังกินจริงๆ
หากมันหมดลงเมื่อไร ผมคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ เพราะผมไม่อยากอดตาย(ทั้งทางร่างกายและจิดใจ)อยู่ที่นี่
และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้เจอกัน ...ที่ประเทศไทย
Wednesday, December 12, 2007
Friday, November 16, 2007
บ่นบ้า
ทำไมกูไม่จำสักทีนะ ว่าไอ้การที่จะตั้งใจพูดให้คนที่ไม่คิดจะ"ฟัง"เราตั้งแต่แรกสักเท่าไร แม่งเหนื่อยเปล่า
แม่ง ทำเหมือนจะ"ฟัง"แต่มันแค่"ได้ยิน"ในส่ิงที่เราพูด โดยที่มันมีบทสรุปว่าที่เราพูด'มันไม่ใช่'มาแล้วตั้งแต่ต้น
ยิ่งพูด ก็ยิ่งเฉไฉ ไถๆ แฉลบๆ ไปเรื่อย
เหนื่อยชิบหายกับที่ต้องตามมันไปพูดถึงประเด็นแฉลบ แล้วบอกว่าที่กำลังพูดกันอยู่เนี่ย มันไม่ใช่ประเด็นนี้ แล้วที่มึงกำลังพูดเนี่ย มันแฉลบออกไปแล้วโว้ย
แล้วสุดท้ายกลับมาบอกว่าเราเป็นคนคิดอะไรแคบๆ อีก เออ... เอากะมันดิ
เรามั่นใจในความพยายามที่จะมองให้หลากมุมของเรา และเราก็คิดว่า หลายๆ คนที่ตั้งใจ"ฟัง"ความคิดเห็นเราดีพอ จะรู้ได้ว่าเราพยายามมองให้หลากมุม พยายามที่จะไม่ลืมว่า คนเรามันต่างกัน และต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาบนพื้นฐานของความต่าง
เราเองซะอีก ที่ควรจะบอกมันว่า มันกำลังเชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นแบบที่มันคิดมากเกินไปฤเปล่า
จำไว้ไอ้โบ๊ท จำไว้... ต่อไปให้ปล่อยผ่าน
แม่ง ทำเหมือนจะ"ฟัง"แต่มันแค่"ได้ยิน"ในส่ิงที่เราพูด โดยที่มันมีบทสรุปว่าที่เราพูด'มันไม่ใช่'มาแล้วตั้งแต่ต้น
ยิ่งพูด ก็ยิ่งเฉไฉ ไถๆ แฉลบๆ ไปเรื่อย
เหนื่อยชิบหายกับที่ต้องตามมันไปพูดถึงประเด็นแฉลบ แล้วบอกว่าที่กำลังพูดกันอยู่เนี่ย มันไม่ใช่ประเด็นนี้ แล้วที่มึงกำลังพูดเนี่ย มันแฉลบออกไปแล้วโว้ย
แล้วสุดท้ายกลับมาบอกว่าเราเป็นคนคิดอะไรแคบๆ อีก เออ... เอากะมันดิ
เรามั่นใจในความพยายามที่จะมองให้หลากมุมของเรา และเราก็คิดว่า หลายๆ คนที่ตั้งใจ"ฟัง"ความคิดเห็นเราดีพอ จะรู้ได้ว่าเราพยายามมองให้หลากมุม พยายามที่จะไม่ลืมว่า คนเรามันต่างกัน และต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาบนพื้นฐานของความต่าง
เราเองซะอีก ที่ควรจะบอกมันว่า มันกำลังเชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นแบบที่มันคิดมากเกินไปฤเปล่า
จำไว้ไอ้โบ๊ท จำไว้... ต่อไปให้ปล่อยผ่าน
Subscribe to:
Posts (Atom)