เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสดูรายการทีวี "ที่นี่หมอชิต"
ในรายการ มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ทางรายการได้ขึ้นไปที่โรงเรียนบนดอย
ที่โรงเรียน มีเด็กอยู่จำนวนหนึ่ง ...ขอโทษ ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่ไม่มากนัก น่าจะประมาณยี่สิบคน
โดยมีครูหนึ่งคน ที่เลือกที่จะเสียสละอะไรบางอย่างสำหรับตัวเอง เพื่อที่จะให้อะไรบางอย่างสำหรับคนอื่น
มีช่วงหนึ่งของรายการ เป็นช่วงที่เหล่าดาราที่ขึ้นไป(มีคุณสัญญา คุณเสนาลิง คุณนุ่น วรนุช คุณหนิง ปณิตา คุณเจี๊ยบ คุณเอมี่)นั่งล้อมวงทานข้าวฝึมือชาวบ้าน
เลยไปถึงช่วงเวลาก่อนนอน คุณสัญญา กับคุณเสนาลิง นั่งคุยกัน
ภาพที่ถูกนำมาเสนอ คงถูกตัดไปตามข้อจำกัดด้านเวลา
แต่ก็พอจะคิดเอาเองได้ว่า ทั้งสองคน คุยกันเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ในถิ่นทุรกันดารแบบนี้
การใช้ชีวิตแบบอยู่เท่าที่มี เท่าที่จำเป็น...
...แล้วความคิดผมก็เริ่มออกเดินทาง...
ภาพเด็กๆ เรียงหน้ากันยิ้มลอดช่องระแนงไม้ของโรงเรียน
ภาพบรรยากาศ สภาพแวดล้อมของพื้นที่
ภาพชาวบ้าน ภาพเหล่าทีมงานของรายการที่ช่วยกันกับชาวบ้านสร้างสิ่งของ
เหล่านั้นล้วนทำให้ผมย้อนนึกกลับไปถึงช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสไปออกค่ายอาสาพัฒนาชนบททั้งในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาและสมัยที่พ้นสภาพนักศึกษาแล้ว
(หลังจากเรียนจบ หากโอกาสอำนวย ผมก็ยังคงติดตามเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ไปออกค่าย ตามโอกาส)
อันเป็นช่วงเวลาที่มีความรู้สึกดีๆ ซุกซ่อนอยู่ตามซอกหลืบแห่งความทรงจำเต็มไปหมด
ความรู้สึกดีๆ เหล่านั้น อาจเป็นแค่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ... แต่โบราณเขาว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ...ใช่ไหมครับ :)
บทสนทนาของคุณสัญญาและคุณเสนาลิง ทำให้ผมนึกถึงเหตุผลที่ผมชอบการไปออกค่ายอาสาฯ
มันอาจจะเป็นสิ่งละอันพันละน้อย ที่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้ว กลับกลายเป็นก้อนแห่งความรู้สึกที่ทำให้ผมอยากไปค่าย
อย่างหนึ่ง ที่ผมคิดได้ว่า ทำไมผมถึงชอบไปค่าย คือเรื่องที่คุณสัญญาและคุณเสนาลิงพูดถึง ..... การใช้ชีวิตอยู่แบบเท่าที่มี เท่าที่จำเป็น
สำหรับตัวผมเอง หนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมชอบ ทำให้ผมหาโอกาสไปออกค่ายฯ อยู่เรื่อยๆ นั่นก็เพราะผมจะได้ดึงสติตัวเองกลับมา
หลังจากที่ผมอาจจะหลงใหล ฟุ้ง ไปกับหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง กับชีวิตในเมืองใหญ่ จนหลงลืมหรือละเลยความต้องการที่แท้จริงของตัวเองไป
ช่วงเวลาที่ผมได้ไปออกค่าย ผมเหมือนได้พาตัวเองไปใช้ชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่ความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต ทุกๆ อย่าง ที่แตกต่างจากสังคมเมืองที่ผมเกิดและเติบโตมาอย่างสิ้นเชิง
มันช่วยให้ผมได้เห็นว่า เขาก็อยู่กันแค่นี้ อยู่ได้อย่างมีความสุข
มันช่วยให้ผมได้ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ต้องการอะไรบ้างในชีวิต อะไรที่จะทำให้เรามีความสุข
มันช่วยให้ผมได้เตือนตัวเองว่า อะไรที่เราหลงไป อะไรคือความสุขเพียงผิวเผิน ฉาบฉวย อะไรที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมแสวงหา
มันช่วยดึงผมให้กลับมามอง มาคิด ถึงการอยู่แบบ"น้อยที่สุด" เท่าที่ตัวผมจะมีความสุขได้
ผมได้แต่ภาวนาว่า การเดินทางไปออกค่ายฯ แบบนี้ จะยังอยู่กับชีวิตของผมเรื่อยๆ ไป
เนื่องว่ามันเป็นตัวช่วยในการเดินทางของชีวิตของผม ...การเดินทางเพื่อตามหาอะไรบางอย่าง
...อะไรบางอย่างที่จะทำให้ผมได้พบกับความสุขที่แท้จริง อย่างที่ผมต้องการ
ผมได้แต่ภาวนาว่า การเดินทางของชีวิตผม จะไปถึงจุดหมายแห่งชีวิต ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
Thursday, February 16, 2006
Tuesday, January 31, 2006
ให้หัวใจได้หยุดพัก
เวลาไม่สบาย เราทำอย่างไรกันครับ?
ถ้ามันไม่หนักหนานัก เช่น ปวดหัว มีไข้นิดๆ อ่อนเพลีย
วิธีง่ายๆ ก็คือพักผ่อนใช่ไหมครับ
ร่างกายเรา เวลาถูกใช้งานหนักๆ ฤว่ามีอะไรผิดปกติ
เราก็ควรให้มันได้หยุด เพื่อพักฟื้นบ้าง
ใครๆ ก็บอกว่า สุขภาพต้องมาก่อน
ร่างกายเรา เราก็ควรจะดูแลให้ดีๆ
แล้วสุขภาพใจล่ะ เราดูแลกันดีแค่ไหน
...
...
...
ไม่กี่วันมานี้ ผมได้คุยกับเพื่อนสาวคนหนึ่ง
ผมและเธอ รู้จักกันมาเกือบสามปี
ช่วงต้นของการรู้จักกัน เราเหมือนคุยกันง่าย สนิทกันค่อนข้างเร็ว
จากนั้นเราก็ขาดการติดต่อกันไปนานพอสมควร
แล้วเมื่อสักสองสามเดือนมานี้ ผมและเธอได้กลับมาคุยกันมากขึ้น
เธอบอกผมว่า เธอเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน เลิกมาได้สักประมาณเดือนหนึ่ง
แล้วตอนนี้ เธอก็กำลังมีคนที่คุยๆ ทำความรู้จักกันอยู่
ไม่นานนักหลังจากนั้น ผมก็ได้รับรู้จากเธอว่า ผู้ชายคนนั้น มีแฟนอยู่แล้ว แต่มาหลอกเธอ
เธอจึงเลิกยุ่งเกี่ยวไป
อีกไม่นานถัดมา เธอก็ได้รู้จักกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ทั้งสองสนใจกัน และก็เริ่มที่จะทำความรู้จักสนิทสนมกัน
วันหนึ่ง เธอพูดกับผมว่า เธอกลัว
เธอไม่แน่ใจว่า ผู้ชายคนนี้ คนล่าสุดนี้ จะจริงจังกับเธอแค่ไหน
เธอบอกกับผมว่า เธอไม่อยากถูกหลอกอีก เพราะเพิ่งผิดหวังมาสองครั้งติดๆ กับความรัก (ถึงแม้ว่า ครั้งที่สอง จะยังไม่ถึงขั้นรักก็ตามที)
เธอยังบอกอีกว่า ตอนนี้เธออ่อนแอ ไม่อยากถูกหลอก ไม่อยากเจออะไรแย่ๆ อีก
...
...
...
บางครั้ง ผมรู้สึกแปลกใจ
ทำไมบางคน เมื่อผิดหวังกับความรัก ถึงได้ต้องการหาใครสักคนอย่างเร่งด่วน
ราวกับว่า มันจะเป็นยาขนานเอก ที่จะช่วยรักษา และขจัดอาการป่วยไข้ของหัวใจไปได้เป็นปลิดทิ้ง
ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว เราเองก็ยากที่จะรู้ได้ว่า เราเลือกยาถูกขนานแน่ฤเปล่า หรือเราจะไม่แพ้ยาขนานนั้นแน่ๆ
ตัวผมเอง กับสุขภาพกาย ถ้ามันไม่หนักหนานัก ผมไม่ชอบที่จะกินยา
ผมเลือกที่จะใช้วิธีการง่ายๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ
ผมเลือกที่จะพักร่างกาย เพื่อให้มันฟื้นตัว กลับมาแข็งแรงเหมือนเวลาปกติ
เพราะผมเชื่อว่า ร่างกายเรา ย่อมรู้ดีที่สุด และเชื่อว่า มันมีกระบวนการที่จะรักษา และฟื้นคืนด้วยตัวของมันเอง
ในขณะที่ยา ผมมองมันเป็นสารเคมี และผมก็กลัวว่า มันจะมีผลข้างเคียง ไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว
ทำไม กับสุขภาพหัวใจ เราไม่ปล่อยให้มันได้หยุดพักผ่อนบ้าง หลังจากเพิ่งผ่านพบเรื่องหนักๆ มาไม่นาน
ปล่อยให้มันค่อยๆ ฟื้นคืน จนเริ่มแข็งแรงดังเดิม จนรู้สึกได้ว่าพร้อมที่จะพบเจอในสิ่งต่างๆ ทั้งดีและร้าย จึงค่อยปล่อยให้มันทำหน้าที่ของหัวใจต่อไป
เพราะเราเองก็คงยากที่จะรู้ว่า การเดินทางครั้งใหม่ของหัวใจ มันจะไปเจอกับเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฤว่าต้องไปลุยป่าฝ่าดงที่มีแต่ขวากหนาม
การที่จะทำให้สุขภาพใจพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ บางทีการพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนการเดินทางครั้งใหม่ น่าจะเป็นวิธีที่ดีอยู่ไม่น้อย
แล้วทำไม เราไม่เลือกที่จะปล่อยให้หัวใจได้หยุดพักบ้าง
...
...
...
วันนั้นผมบอกเธอไปว่า
ถ้ารู้ว่ายังอ่อนแอ ทำไมไม่หยุดพักข้างทางสักหน่อย
ให้หัวใจได้พักสักระยะ จนเมื่อรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้นเมื่อไร ก็ค่อยเริ่มเดินทางต่ออีกหน
เธอไม่ได้ตอบมา ว่าเธอจะเลือกที่จะเดินต่อ หรือเลือกที่จะหยุดพัก
แต่ไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหน ผมก็ขออวยพรให้หัวใจของเพื่อนผม ยังแข็งแรงพอที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
แล้วถ้ามีเวลา อย่าลืมหาวันหยุดให้หัวใจได้หยุดพักกันบ้าง
ถ้ามันไม่หนักหนานัก เช่น ปวดหัว มีไข้นิดๆ อ่อนเพลีย
วิธีง่ายๆ ก็คือพักผ่อนใช่ไหมครับ
ร่างกายเรา เวลาถูกใช้งานหนักๆ ฤว่ามีอะไรผิดปกติ
เราก็ควรให้มันได้หยุด เพื่อพักฟื้นบ้าง
ใครๆ ก็บอกว่า สุขภาพต้องมาก่อน
ร่างกายเรา เราก็ควรจะดูแลให้ดีๆ
แล้วสุขภาพใจล่ะ เราดูแลกันดีแค่ไหน
...
...
...
ไม่กี่วันมานี้ ผมได้คุยกับเพื่อนสาวคนหนึ่ง
ผมและเธอ รู้จักกันมาเกือบสามปี
ช่วงต้นของการรู้จักกัน เราเหมือนคุยกันง่าย สนิทกันค่อนข้างเร็ว
จากนั้นเราก็ขาดการติดต่อกันไปนานพอสมควร
แล้วเมื่อสักสองสามเดือนมานี้ ผมและเธอได้กลับมาคุยกันมากขึ้น
เธอบอกผมว่า เธอเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน เลิกมาได้สักประมาณเดือนหนึ่ง
แล้วตอนนี้ เธอก็กำลังมีคนที่คุยๆ ทำความรู้จักกันอยู่
ไม่นานนักหลังจากนั้น ผมก็ได้รับรู้จากเธอว่า ผู้ชายคนนั้น มีแฟนอยู่แล้ว แต่มาหลอกเธอ
เธอจึงเลิกยุ่งเกี่ยวไป
อีกไม่นานถัดมา เธอก็ได้รู้จักกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ทั้งสองสนใจกัน และก็เริ่มที่จะทำความรู้จักสนิทสนมกัน
วันหนึ่ง เธอพูดกับผมว่า เธอกลัว
เธอไม่แน่ใจว่า ผู้ชายคนนี้ คนล่าสุดนี้ จะจริงจังกับเธอแค่ไหน
เธอบอกกับผมว่า เธอไม่อยากถูกหลอกอีก เพราะเพิ่งผิดหวังมาสองครั้งติดๆ กับความรัก (ถึงแม้ว่า ครั้งที่สอง จะยังไม่ถึงขั้นรักก็ตามที)
เธอยังบอกอีกว่า ตอนนี้เธออ่อนแอ ไม่อยากถูกหลอก ไม่อยากเจออะไรแย่ๆ อีก
...
...
...
บางครั้ง ผมรู้สึกแปลกใจ
ทำไมบางคน เมื่อผิดหวังกับความรัก ถึงได้ต้องการหาใครสักคนอย่างเร่งด่วน
ราวกับว่า มันจะเป็นยาขนานเอก ที่จะช่วยรักษา และขจัดอาการป่วยไข้ของหัวใจไปได้เป็นปลิดทิ้ง
ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว เราเองก็ยากที่จะรู้ได้ว่า เราเลือกยาถูกขนานแน่ฤเปล่า หรือเราจะไม่แพ้ยาขนานนั้นแน่ๆ
ตัวผมเอง กับสุขภาพกาย ถ้ามันไม่หนักหนานัก ผมไม่ชอบที่จะกินยา
ผมเลือกที่จะใช้วิธีการง่ายๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ
ผมเลือกที่จะพักร่างกาย เพื่อให้มันฟื้นตัว กลับมาแข็งแรงเหมือนเวลาปกติ
เพราะผมเชื่อว่า ร่างกายเรา ย่อมรู้ดีที่สุด และเชื่อว่า มันมีกระบวนการที่จะรักษา และฟื้นคืนด้วยตัวของมันเอง
ในขณะที่ยา ผมมองมันเป็นสารเคมี และผมก็กลัวว่า มันจะมีผลข้างเคียง ไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว
ทำไม กับสุขภาพหัวใจ เราไม่ปล่อยให้มันได้หยุดพักผ่อนบ้าง หลังจากเพิ่งผ่านพบเรื่องหนักๆ มาไม่นาน
ปล่อยให้มันค่อยๆ ฟื้นคืน จนเริ่มแข็งแรงดังเดิม จนรู้สึกได้ว่าพร้อมที่จะพบเจอในสิ่งต่างๆ ทั้งดีและร้าย จึงค่อยปล่อยให้มันทำหน้าที่ของหัวใจต่อไป
เพราะเราเองก็คงยากที่จะรู้ว่า การเดินทางครั้งใหม่ของหัวใจ มันจะไปเจอกับเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฤว่าต้องไปลุยป่าฝ่าดงที่มีแต่ขวากหนาม
การที่จะทำให้สุขภาพใจพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ บางทีการพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนการเดินทางครั้งใหม่ น่าจะเป็นวิธีที่ดีอยู่ไม่น้อย
แล้วทำไม เราไม่เลือกที่จะปล่อยให้หัวใจได้หยุดพักบ้าง
...
...
...
วันนั้นผมบอกเธอไปว่า
ถ้ารู้ว่ายังอ่อนแอ ทำไมไม่หยุดพักข้างทางสักหน่อย
ให้หัวใจได้พักสักระยะ จนเมื่อรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้นเมื่อไร ก็ค่อยเริ่มเดินทางต่ออีกหน
เธอไม่ได้ตอบมา ว่าเธอจะเลือกที่จะเดินต่อ หรือเลือกที่จะหยุดพัก
แต่ไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหน ผมก็ขออวยพรให้หัวใจของเพื่อนผม ยังแข็งแรงพอที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
แล้วถ้ามีเวลา อย่าลืมหาวันหยุดให้หัวใจได้หยุดพักกันบ้าง
Sunday, December 25, 2005
เสียงจากข้างใน
ในวงสนทนาระหว่างเพื่อนที่คบกันมาเกือบสิบปี
ผมเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง...
เราเคยอยู่เงียบๆ แล้วเงี่ยหูฟังเสียงจากข้างในตัวเองกันบ้างไหม
...
...
...
หลายคนรอบข้าง ต่างเริ่มต้นเดินบนเส้นทางชีวิตของตัวเอง
ต่างคนต่างกำหนดจุดหมายปลายทาง
บางคราว ผมสงสัยว่า เส้นทางที่เขาและเธอเลือกเดิน ใครกันกำหนด
หลายครั้ง เมื่อคนส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า แบบนั้นดี แบบนี้เยี่ยม
หลายคนก็พร้อมที่จะกำหนดจุดหมายปลายทาง กำหนดทางเดิน ในทิศทางเดียวกันกับที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าดี
บางคนเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักบริหาร โดยที่ตัวเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงอยากเป็น
เป็นเสียงจากข้างในที่อยากเป็น ฤเป็นเสียงจากคนรอบข้างที่อยากให้เป็น
บางคน สมัครเข้าทำงานในองค์กรใหญ่ ที่ซึ่งวัฒนธรรมและบรรยากาศแตกต่างจากที่ตัวเองฝันไว้
เพราะเป็นที่ยอมรับกันในคนหมู่มากว่า อยากก้าวหน้า ต้องมาเริ่มต้นที่นี่ ต้องเดินตามขั้นตอนแบบนี้ แบบนั้น
บางคราวผมนึกสงสัยว่า ผู้คนเหล่านั้น กำหนดเส้นทางเดินอย่างไร
พวกเขาเคยตั้งใจฟังเสียงจากข้างในบ้างไหม ว่าตัวเอง มีความสุขกับอะไร
ฤว่าการมีชีวิต มีหน้าที่การงาน อันเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
จริงอยู่ การเป็นที่ยอมรับมันหอมหวาน ใครก็อยากเป็นที่ยอมรับของใครและใคร ...ความรู้สึกนี้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง
แต่เราเคยถามตัวเอง แล้วได้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนกันบ้างไหมว่า เราอยากไปยืนตรงจุดไหน
บางที เราฟังแต่เสียงรอบข้าง ว่าแบบไหนดี แบบไหนเยี่ยม เราก็ตั้งความหวังว่าจะไป ตั้งใจว่าจะทำ
จนหลายครั้ง เราเอง ละเลยเสียงจากข้างในตัวเอง ที่น่าจะได้ยินชัดเจนที่สุด ว่าเราอยากเป็นแบบไหน
ผมสงสัยว่า ความสุขที่ได้เป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มาก กับความสุขที่ได้เดินตามเสียงจากข้างในตัวเอง มันแตกต่างกันบ้างไหม
ผมเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง...
เราเคยอยู่เงียบๆ แล้วเงี่ยหูฟังเสียงจากข้างในตัวเองกันบ้างไหม
...
...
...
หลายคนรอบข้าง ต่างเริ่มต้นเดินบนเส้นทางชีวิตของตัวเอง
ต่างคนต่างกำหนดจุดหมายปลายทาง
บางคราว ผมสงสัยว่า เส้นทางที่เขาและเธอเลือกเดิน ใครกันกำหนด
หลายครั้ง เมื่อคนส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า แบบนั้นดี แบบนี้เยี่ยม
หลายคนก็พร้อมที่จะกำหนดจุดหมายปลายทาง กำหนดทางเดิน ในทิศทางเดียวกันกับที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าดี
บางคนเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักบริหาร โดยที่ตัวเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงอยากเป็น
เป็นเสียงจากข้างในที่อยากเป็น ฤเป็นเสียงจากคนรอบข้างที่อยากให้เป็น
บางคน สมัครเข้าทำงานในองค์กรใหญ่ ที่ซึ่งวัฒนธรรมและบรรยากาศแตกต่างจากที่ตัวเองฝันไว้
เพราะเป็นที่ยอมรับกันในคนหมู่มากว่า อยากก้าวหน้า ต้องมาเริ่มต้นที่นี่ ต้องเดินตามขั้นตอนแบบนี้ แบบนั้น
บางคราวผมนึกสงสัยว่า ผู้คนเหล่านั้น กำหนดเส้นทางเดินอย่างไร
พวกเขาเคยตั้งใจฟังเสียงจากข้างในบ้างไหม ว่าตัวเอง มีความสุขกับอะไร
ฤว่าการมีชีวิต มีหน้าที่การงาน อันเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
จริงอยู่ การเป็นที่ยอมรับมันหอมหวาน ใครก็อยากเป็นที่ยอมรับของใครและใคร ...ความรู้สึกนี้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง
แต่เราเคยถามตัวเอง แล้วได้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนกันบ้างไหมว่า เราอยากไปยืนตรงจุดไหน
บางที เราฟังแต่เสียงรอบข้าง ว่าแบบไหนดี แบบไหนเยี่ยม เราก็ตั้งความหวังว่าจะไป ตั้งใจว่าจะทำ
จนหลายครั้ง เราเอง ละเลยเสียงจากข้างในตัวเอง ที่น่าจะได้ยินชัดเจนที่สุด ว่าเราอยากเป็นแบบไหน
ผมสงสัยว่า ความสุขที่ได้เป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มาก กับความสุขที่ได้เดินตามเสียงจากข้างในตัวเอง มันแตกต่างกันบ้างไหม
Monday, November 07, 2005
พลังแห่งชีวิต
เคยรู้สึกว่าหมดไฟ หมดแรง หมดพลัง สำหรับชีวิตปกติที่สุดแสนจะวุ่นวายกันบ้างไหมครับ?
ย้อนหลังไปสองสัปดาห์ก่อน ผมชวนตัวเองลาพักจากงานประจำ และชีวิตอันแสนวุ่นวายในเมืองใหญ่
ไปใช้ชีวิตที่เหมือนเป็นคนละโลก บนดอยที่บ้านแม่ผักแหละ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ขึ้นไปทำค่าย...สร้างโรงนอนให้เด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านแม่ผักแหละ...ชีวิตช่างแตกต่าง
ชิวิตในเมืองใหญ่... วุ่นวาย สับสน ร้อนรน เร่งรีบ และดูเหมือนว่าวันหนึ่งๆ ตัวผมเองรู้สึกเหมือนไร้จิตวิญญาณ
ถึงแม้จะมีเรื่องราวเล็กๆ รอบตัว ที่ช่วยแต่งแต้มรอยยิ้มที่มุมปากได้บ้าง เป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้ว ชีวิตเหมือนไร้ชีวา
ชีวิตบนดอย... แม้งานจะหนัก จะเหนื่อยบ้าง ความสะดวกสบายก็หายาก แต่ผมรู้สึกโล่ง รู้สึกสบายใจ และมีความสุข
รอยยิ้มเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลา ความสุขเหมือนเป็นสิ่งคุ้นเคย
ทุกครั้งที่พาตัวเองไปพบเจอประสบการณ์แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนได้สร้างพลังอะไรบางอย่างข้างในตัวเอง
อะไรบางอย่างที่จะเป็นแรงผลักดันให้ผมสู้ เป็นแรงขับในการใช้ชีวิตต่อไป หลังจากที่บางครั้งเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร
นี่ฤเปล่า ที่บางใครเคยกล่าวไว้ว่า ในการเป็นผู้ให้ คุณจะได้รับอะไรบางอย่างตอบแทนอยู่ในตัวมันเอง
ขอบคุณ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน สำหรับช่วงเวลาดีๆ ที่แปรสภาพมาเป็นความรู้สึกดีๆ เป็น"พลังแห่งชีวิต"ให้กับผมได้ใช้ในการดำเนินชีวิต ในการตามหาอะไรบางอย่างของผมต่อไป
...แล้วเราคงได้เจอกันอีก ...
ย้อนหลังไปสองสัปดาห์ก่อน ผมชวนตัวเองลาพักจากงานประจำ และชีวิตอันแสนวุ่นวายในเมืองใหญ่
ไปใช้ชีวิตที่เหมือนเป็นคนละโลก บนดอยที่บ้านแม่ผักแหละ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ขึ้นไปทำค่าย...สร้างโรงนอนให้เด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านแม่ผักแหละ...ชีวิตช่างแตกต่าง
ชิวิตในเมืองใหญ่... วุ่นวาย สับสน ร้อนรน เร่งรีบ และดูเหมือนว่าวันหนึ่งๆ ตัวผมเองรู้สึกเหมือนไร้จิตวิญญาณ
ถึงแม้จะมีเรื่องราวเล็กๆ รอบตัว ที่ช่วยแต่งแต้มรอยยิ้มที่มุมปากได้บ้าง เป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้ว ชีวิตเหมือนไร้ชีวา
ชีวิตบนดอย... แม้งานจะหนัก จะเหนื่อยบ้าง ความสะดวกสบายก็หายาก แต่ผมรู้สึกโล่ง รู้สึกสบายใจ และมีความสุข
รอยยิ้มเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลา ความสุขเหมือนเป็นสิ่งคุ้นเคย
ทุกครั้งที่พาตัวเองไปพบเจอประสบการณ์แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนได้สร้างพลังอะไรบางอย่างข้างในตัวเอง
อะไรบางอย่างที่จะเป็นแรงผลักดันให้ผมสู้ เป็นแรงขับในการใช้ชีวิตต่อไป หลังจากที่บางครั้งเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร
นี่ฤเปล่า ที่บางใครเคยกล่าวไว้ว่า ในการเป็นผู้ให้ คุณจะได้รับอะไรบางอย่างตอบแทนอยู่ในตัวมันเอง
ขอบคุณ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน สำหรับช่วงเวลาดีๆ ที่แปรสภาพมาเป็นความรู้สึกดีๆ เป็น"พลังแห่งชีวิต"ให้กับผมได้ใช้ในการดำเนินชีวิต ในการตามหาอะไรบางอย่างของผมต่อไป
...แล้วเราคงได้เจอกันอีก ...
Subscribe to:
Posts (Atom)