เพื่อน/รัก.....รัก/เพื่อน
เมื่อวาน... ผมถูกชักชวนให้ไปดูหนังตัวอย่าง(Trailer)ของหนังไทยเรื่อง "เพื่อนสนิท"
โครงเรื่องของหนัง มันชวนให้นึกถึงเรื่องเก่าๆ คนเก่าๆ ... รักเก่าๆ
ตัวอย่างหนังเพียงแค่ 2-3 นาที(ต่อหนึ่งแบบ) แต่ดูแล้วกลับใจหายวาบ เหมือนกับว่าน้ำตาจะซึมออกมา
...
...
ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ น่าจะเคยรู้สึกดีๆ จนถึงขั้นหวั่นไหว ไปกับคนใกล้ชิดที่เรียกว่า"เพื่อนสนิท"กันมาบ้าง
...ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
...
...
ผมอยากจะไปดูหนังเรื่องนี้...อาจเป็นเพราะผมนึกถึงใครบางคน และอะไรบางอย่าง
หลายๆ คนอาจจะไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะนึกถึงความหลังเก่าๆ
ผมไม่รู้ว่าความรักของตัวละครในหนังจะจบลงแบบไหน
แต่ความรักของผม มันจบลงไปแล้ว...แบบไม่สมหวัง
แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ผมก็ยังอยากที่จะรู้ว่า ถ้าเธอคนนั้นมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ เธอจะนึกถึงผมบ้างไหม...
...
...
ใครบางคนบอกไว้ว่า มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง...
เพื่อน/รัก
รัก/เพื่อน
...แล้วคุณเคยรู้สึกหลงรัก"เพื่อนสนิท"ของคุณบ้างไหม?
ปล. ขอบคุณพี่เอ๋ และอีกหลายๆ พี่ หลายๆ เพื่อน แห่งบริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ ที่ให้โอกาสผมได้ไปดูหนังตัวอย่างถึงในห้องฉายหนังของบริษัท ... ขอบคุณครับ แล้วคงได้ไปสนุกกันอีก
Saturday, August 13, 2005
Wednesday, August 03, 2005
"ฉันสูญสิ้นศรัทธาในความรัก"
หลายคนคงเคยผ่านหูกับประโยคข้างบน
ถ้าจำไม่ผิด คงเป็นหนังเรื่อง"กุมภาพันธ์"
...
...
...
คุณเคยรู้สึกว่า"อาภัพรัก"กันบ้างไหมครับ?
เมื่อคำว่ารักที่เกิดขึ้น มักไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา
เมื่อความรัก ที่มีให้ใครสักคน ไม่ได้รับการตอบสนอง และอาจถูกมองข้ามในหลายคราว
เมื่อเกือบทุกสิ่งที่ทำให้ใครสักคนอย่างที่อาจไม่มีใครอื่นได้รับ เสมือนเป็นเพียงหนึ่งหยดน้ำในผืนมหาสมุทร
แล้วสุดท้าย ความรักก็จบลงด้วยความผิดหวัง
อาจไม่ต้องบ่อยครั้ง แต่ความผิดหวังมันก็กัดกร่อน
กัดกร่อนจนบางครั้งอดแปลกใจไม่ได้ว่า หัวใจมันใหญ่แค่ไหนกัน ถึงได้ยังมีเหลือ...คงเหลืออยู่กับความรักนั้น แม้จะเพียงเศษเสี้ยว
ความรักมันคงยิ่งใหญ่ เหมือนอย่างที่ใครต่อใครว่าไว้จริงๆ
ผมไม่รู้หรอก เพราะผมยังไม่เคยมี"คนรัก"
ครับ อ่านถูกต้องแล้วครับ ผมไม่เคยมี"คนรัก"
อาจฟังดูแปลก... ไม่เคยมี"คนรัก" แล้วจะมาพร่ำเพ้ออะไรกับ"ความรัก"
แต่มันคงเหมือนกับที่"คนรัก"ของเพื่อนผมพูดกับผมเมื่อวานนี้
"ความรัก"กับ"คนรัก" หลายๆ ครั้ง ทั้งสองสิ่ง มาไม่พร้อมกัน
...
...
คุณเคยอิจฉากันบ้างไหม?
อิจฉาในความรักที่คนอื่นมี อิจฉาในคนรักที่คนอื่นมี
เคยรู้สึกว่า โลกนี้ไม่ยุติธรรมกันบ้างไหม?
ความรักที่มี แน่ใจว่าไม่น้อยกว่าใคร ...หากมันวัดกันได้...
แล้วทำไม...ทำไม...ทำไม...
ความผิดหวังที่กัดกร่อนข้างใน
นานเข้า นานเข้า อาจเปลี่ยนเป็นความคุ้นชิน
นานเข้า นานเข้า อาจไม่ต้องการความรู้สึกที่เรียกว่ารักอีกต่อไป
นานเข้า นานเข้า อาจไม่เชื่อในรักแท้อีกต่อไป
ฤว่า...ผมกำลังจะสูญสิ้นศรัทธาในความรัก ?
ถ้าจำไม่ผิด คงเป็นหนังเรื่อง"กุมภาพันธ์"
...
...
...
คุณเคยรู้สึกว่า"อาภัพรัก"กันบ้างไหมครับ?
เมื่อคำว่ารักที่เกิดขึ้น มักไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา
เมื่อความรัก ที่มีให้ใครสักคน ไม่ได้รับการตอบสนอง และอาจถูกมองข้ามในหลายคราว
เมื่อเกือบทุกสิ่งที่ทำให้ใครสักคนอย่างที่อาจไม่มีใครอื่นได้รับ เสมือนเป็นเพียงหนึ่งหยดน้ำในผืนมหาสมุทร
แล้วสุดท้าย ความรักก็จบลงด้วยความผิดหวัง
อาจไม่ต้องบ่อยครั้ง แต่ความผิดหวังมันก็กัดกร่อน
กัดกร่อนจนบางครั้งอดแปลกใจไม่ได้ว่า หัวใจมันใหญ่แค่ไหนกัน ถึงได้ยังมีเหลือ...คงเหลืออยู่กับความรักนั้น แม้จะเพียงเศษเสี้ยว
ความรักมันคงยิ่งใหญ่ เหมือนอย่างที่ใครต่อใครว่าไว้จริงๆ
ผมไม่รู้หรอก เพราะผมยังไม่เคยมี"คนรัก"
ครับ อ่านถูกต้องแล้วครับ ผมไม่เคยมี"คนรัก"
อาจฟังดูแปลก... ไม่เคยมี"คนรัก" แล้วจะมาพร่ำเพ้ออะไรกับ"ความรัก"
แต่มันคงเหมือนกับที่"คนรัก"ของเพื่อนผมพูดกับผมเมื่อวานนี้
"ความรัก"กับ"คนรัก" หลายๆ ครั้ง ทั้งสองสิ่ง มาไม่พร้อมกัน
...
...
คุณเคยอิจฉากันบ้างไหม?
อิจฉาในความรักที่คนอื่นมี อิจฉาในคนรักที่คนอื่นมี
เคยรู้สึกว่า โลกนี้ไม่ยุติธรรมกันบ้างไหม?
ความรักที่มี แน่ใจว่าไม่น้อยกว่าใคร ...หากมันวัดกันได้...
แล้วทำไม...ทำไม...ทำไม...
ความผิดหวังที่กัดกร่อนข้างใน
นานเข้า นานเข้า อาจเปลี่ยนเป็นความคุ้นชิน
นานเข้า นานเข้า อาจไม่ต้องการความรู้สึกที่เรียกว่ารักอีกต่อไป
นานเข้า นานเข้า อาจไม่เชื่อในรักแท้อีกต่อไป
ฤว่า...ผมกำลังจะสูญสิ้นศรัทธาในความรัก ?
Monday, August 01, 2005
เลือกแบบไหน?
ช่วงนี้สับสนกับชีวิตชะมัด... จะเอาไง จะเอาไง จะเอาไง จะเอาไง
เป็นวิศวกร ทำโรงงานสองสัปดาห์ รวมกับออฟฟิศปัจจุบันอีก 2 เดือน เป็นสองเดือนครึ่ง ... ความสับสนก็ยังคงอยู่
ยังไม่เบื่อ ยังไม่เบื่อ ... เอ โน้มน้าว สะกดจิตตัวเองอยู่ฤเปล่านี่?
แต่ใครล่ะ อยากจะทำงาน มากว่าอยากอยู่สบายๆ ...ถ้าเสกเงินทองได้เหมือนนักมายากลน่ะนะ
กับงานที่(คิดว่า)ชอบ สนุก ...พวกดนตรี หนัง ทีวี หนังสือ อะไรแบบนั้น
จะไปทำจริงๆ ก็พอมีหนทางอยู่
แต่คงดูแลได้แค่หัวเดียวข้าวเหนียวนึ่ง
แล้วพ่อแม่ แล้วทางบ้านล่ะ? กี่ปีถึงจะมั่นคงพอที่จะดูแลได้ด้วย
กับงานที่ทำอยู่ เริ่มต้นก็สองหมื่นทอนสองพัน (ในความหมายที่พ้นทดลองงานไปแล้ว)
(บางคนอาจบอก...ไม่เยอะ
ผมอยากบอก...ไม่น้อย)
ทำไปเรื่อยๆ ความก้าวหน้าคงมีอยู่ และมั่นคงพอที่จะดูแลคนอื่นด้วย ในเวลาไม่นาน
ใจอยากเลือกทางที่สนุก... ไม่ใช่คนหรูหราอยู่แล้ว เงินเหรอ มีก็ดี ไม่มีก็ได้
ไม่เคยถูกสอนให้เห็นเงินเหมือนพระเจ้า เพราะความสุขบางครั้งหาได้จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว
แต่ก็ไม่หันหลังให้กับสังคมแบบบริโภค(จำมาจากคุณตุลย์) รับรู้ว่าในการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบัน มันเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง
ด้วยความรู้สึกว่า ยังหนุ่ม ยังมีแรง อยากจะผจญภัยบ้าง
แต่หลายปัจจัยมันยังดึงไว้อยู่... ทนหน่อย ทนหน่อย
ได้...ทนได้... แต่ตั้งขีดจำกัดไว้เท่าไรดีล่ะ?
อยากจะคิดให้มันง่ายๆ แค่ถามตัวเองว่าจะมีความสุขไหม... พูดง่าย แต่ทำยาก
ยิ่งสับสน ยิ่งคิด ยิ่งฟุ้งซ่าน
เลยเถิดไปถึงว่า ถ้าอยากมีครอบครัว งานแบบไหนถึงจะรองรับ?
งานที่(คิดว่า)ชอบ แต่ไม่มั่นคง แล้วใครจะอยากมาร่วมหัวจมท้ายด้วย
งานที่ไม่(ค่อย)ชอบ(เท่าไร) น่าจะมั่งคง แต่วันหนึ่ง คงกลายเป็นเหมือนคล้ายๆ กับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาให้เข้ากับระบบ
คิดไปไหนกันนี่? ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ ไม่มีหยุด
พอๆๆ ... กลับมา กลับมา
ก็ไม่รู้สินะ... มันอธิบายไม่ถูก
เหมือนเป็นโรคเหงา ของมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่
มันเป็นยังไงหรือ ไอ้โรคที่ว่า...
ที่แน่ๆ ... สับสน สับสน สับสน สับสน
เลือกแบบไหน?
เป็นวิศวกร ทำโรงงานสองสัปดาห์ รวมกับออฟฟิศปัจจุบันอีก 2 เดือน เป็นสองเดือนครึ่ง ... ความสับสนก็ยังคงอยู่
ยังไม่เบื่อ ยังไม่เบื่อ ... เอ โน้มน้าว สะกดจิตตัวเองอยู่ฤเปล่านี่?
แต่ใครล่ะ อยากจะทำงาน มากว่าอยากอยู่สบายๆ ...ถ้าเสกเงินทองได้เหมือนนักมายากลน่ะนะ
กับงานที่(คิดว่า)ชอบ สนุก ...พวกดนตรี หนัง ทีวี หนังสือ อะไรแบบนั้น
จะไปทำจริงๆ ก็พอมีหนทางอยู่
แต่คงดูแลได้แค่หัวเดียวข้าวเหนียวนึ่ง
แล้วพ่อแม่ แล้วทางบ้านล่ะ? กี่ปีถึงจะมั่นคงพอที่จะดูแลได้ด้วย
กับงานที่ทำอยู่ เริ่มต้นก็สองหมื่นทอนสองพัน (ในความหมายที่พ้นทดลองงานไปแล้ว)
(บางคนอาจบอก...ไม่เยอะ
ผมอยากบอก...ไม่น้อย)
ทำไปเรื่อยๆ ความก้าวหน้าคงมีอยู่ และมั่นคงพอที่จะดูแลคนอื่นด้วย ในเวลาไม่นาน
ใจอยากเลือกทางที่สนุก... ไม่ใช่คนหรูหราอยู่แล้ว เงินเหรอ มีก็ดี ไม่มีก็ได้
ไม่เคยถูกสอนให้เห็นเงินเหมือนพระเจ้า เพราะความสุขบางครั้งหาได้จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว
แต่ก็ไม่หันหลังให้กับสังคมแบบบริโภค(จำมาจากคุณตุลย์) รับรู้ว่าในการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบัน มันเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง
ด้วยความรู้สึกว่า ยังหนุ่ม ยังมีแรง อยากจะผจญภัยบ้าง
แต่หลายปัจจัยมันยังดึงไว้อยู่... ทนหน่อย ทนหน่อย
ได้...ทนได้... แต่ตั้งขีดจำกัดไว้เท่าไรดีล่ะ?
อยากจะคิดให้มันง่ายๆ แค่ถามตัวเองว่าจะมีความสุขไหม... พูดง่าย แต่ทำยาก
ยิ่งสับสน ยิ่งคิด ยิ่งฟุ้งซ่าน
เลยเถิดไปถึงว่า ถ้าอยากมีครอบครัว งานแบบไหนถึงจะรองรับ?
งานที่(คิดว่า)ชอบ แต่ไม่มั่นคง แล้วใครจะอยากมาร่วมหัวจมท้ายด้วย
งานที่ไม่(ค่อย)ชอบ(เท่าไร) น่าจะมั่งคง แต่วันหนึ่ง คงกลายเป็นเหมือนคล้ายๆ กับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาให้เข้ากับระบบ
คิดไปไหนกันนี่? ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ ไม่มีหยุด
พอๆๆ ... กลับมา กลับมา
ก็ไม่รู้สินะ... มันอธิบายไม่ถูก
เหมือนเป็นโรคเหงา ของมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่
มันเป็นยังไงหรือ ไอ้โรคที่ว่า...
ที่แน่ๆ ... สับสน สับสน สับสน สับสน
เลือกแบบไหน?
Saturday, July 23, 2005
น้ำเอยน้ำใจ
วันก่อน...
ลงรถเมล์...เดินข้ามสะพานลอยมาที่ปากซอย2 (บ้านผมเข้าได้สองทาง ซอย1 และซอย2)
วินมอเตอร์ไซค์ที่ปกติจะอยู่ถึงสี่ทุ่ม ปิดไฟมืด...ในความหมายว่า วันนี้ปิดแล้ว
มองนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือ เอ...มันเพิ่งสามทุ่มเอง ทำไมเลิกเร็ว?
คิด คิด คิด เอาไงดี
จะเดินไปที่ปากซอย1 ก็ขี้เกียจ วันนี้เอาคอมพิวเตอร์พกพากลับมาด้วย หนักชะมัด
ยืนรอไปเรื่อยๆ คิด คิด คิด เอาไงดี
พี่สาวก็ยังไม่กลับบ้าน จะเรียกมารับก็ไม่ได้
รอไปเรื่อยๆ อีก กะว่า เดี๋ยวคงมีคันว่างๆ ผ่านมาบ้าง...แต่ก็ไม่
คันที่มีผู้โดยสารขับผ่านๆ ไป ก็ไม่ย้อนกลับมารับแฮะ (ตอนขับผ่าน ก็เห็นมองๆ อยู่นี่นา)
ลองเสี่ยงดูละกัน คันต่อไปที่ผ่านมา ลองเรียกดู โบกเรียกเหมือนกับว่าไม่มีผู้โดยสารนั่นแหละ แล้วก็รอให้กลับมารับ
รออยู่นานก็ยังไม่มา
จนเกือบจะเดินไปแล้ว ไม่รอแล้ว
ปรากฏว่า มอเตอร์ไซค์คันนั้นวนกลับมารับแฮะ
พี่คนขับเป็นผู้หญิง (เดี๋ยวนี้ผู้หญิงมาขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกันเยอะแฮะ) บอกว่า เกือบจะไม่กลับมาแล้ว
พอดีคิดๆ ว่า เวลาเมื่อก่อน ก็เคยยืนรอแล้วไม่มีรถ เข้าใจความรู้สึก เห็นว่ารอ แล้วก็เรียกไว้ เห็นว่ายืนรอ ก็สงสาร เลยกลับมารับ
...ขอบคุณครับ...
เมื่อวาน...
เดินไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าอร่อย แถวบ้าน
กินไปสักพัก มีเด็กผู้ชายตัวอ้วน(มาก) เสื้อผ้ามอมแมม ขับซาเล้งมาจอด แล้วก็ลงมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างๆ
ผมกินเสร็จลุกจะไปจ่ายเงิน (21 บาท)
ล้วงกระเป๋าเอาแบงค์ 20 ขึ้นมา...เอ๊ะ เมื่อกี้มันมีเหรียญ 5 บาท ที่ได้ทอนมาตอนซื้อหนังสือพิมพ์นี่นา หายไปไหนวะ?
กำลังล้วงๆ หาอยู่ ได้ยินเสียงเรียก "พี่ครับๆ"
หันกลับไป น้องผู้ชายตัวอ้วนเสื้อผ้ามอมแมมที่นั่งข้างๆ ยื่นมือมาให้ ในมือมีเหรียญหาบาทที่ผมคงทำตกไว้ตอนจะลุกจากโต๊ะ
ผมยื่นมือไปรับเหรียญนั้น บอกขอบคุณน้องชายคนนั้นสองรอบ
จ่ายเงินเสร็จ ก่อนออกจากร้าน ผมเดินไปที่โต๊ะอีกที "ขอบคุณนะครับ" ... ไม่รู้จะขอบคุณกี่ครั้งดี ให้น้องได้รู้ว่า ผมชื่นชมในน้ำใจของน้องจริงๆ
เงิน 5 บาท สำหรับผมกับน้องคนนั้น คุณค่าที่มองเห็น มันต่างกันแน่ๆ ...แต่น้องชายคนนั้นก็เลือกที่จะคืนให้ผม ไม่เก็บเอาไว้เอง
...ขอบคุณครับ...
น้ำเอยน้ำใจ... อยากให้เมืองไทย อุดมไปด้วยน้ำใจอย่างนี้ตลอดไป
ลงรถเมล์...เดินข้ามสะพานลอยมาที่ปากซอย2 (บ้านผมเข้าได้สองทาง ซอย1 และซอย2)
วินมอเตอร์ไซค์ที่ปกติจะอยู่ถึงสี่ทุ่ม ปิดไฟมืด...ในความหมายว่า วันนี้ปิดแล้ว
มองนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือ เอ...มันเพิ่งสามทุ่มเอง ทำไมเลิกเร็ว?
คิด คิด คิด เอาไงดี
จะเดินไปที่ปากซอย1 ก็ขี้เกียจ วันนี้เอาคอมพิวเตอร์พกพากลับมาด้วย หนักชะมัด
ยืนรอไปเรื่อยๆ คิด คิด คิด เอาไงดี
พี่สาวก็ยังไม่กลับบ้าน จะเรียกมารับก็ไม่ได้
รอไปเรื่อยๆ อีก กะว่า เดี๋ยวคงมีคันว่างๆ ผ่านมาบ้าง...แต่ก็ไม่
คันที่มีผู้โดยสารขับผ่านๆ ไป ก็ไม่ย้อนกลับมารับแฮะ (ตอนขับผ่าน ก็เห็นมองๆ อยู่นี่นา)
ลองเสี่ยงดูละกัน คันต่อไปที่ผ่านมา ลองเรียกดู โบกเรียกเหมือนกับว่าไม่มีผู้โดยสารนั่นแหละ แล้วก็รอให้กลับมารับ
รออยู่นานก็ยังไม่มา
จนเกือบจะเดินไปแล้ว ไม่รอแล้ว
ปรากฏว่า มอเตอร์ไซค์คันนั้นวนกลับมารับแฮะ
พี่คนขับเป็นผู้หญิง (เดี๋ยวนี้ผู้หญิงมาขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกันเยอะแฮะ) บอกว่า เกือบจะไม่กลับมาแล้ว
พอดีคิดๆ ว่า เวลาเมื่อก่อน ก็เคยยืนรอแล้วไม่มีรถ เข้าใจความรู้สึก เห็นว่ารอ แล้วก็เรียกไว้ เห็นว่ายืนรอ ก็สงสาร เลยกลับมารับ
...ขอบคุณครับ...
เมื่อวาน...
เดินไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าอร่อย แถวบ้าน
กินไปสักพัก มีเด็กผู้ชายตัวอ้วน(มาก) เสื้อผ้ามอมแมม ขับซาเล้งมาจอด แล้วก็ลงมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างๆ
ผมกินเสร็จลุกจะไปจ่ายเงิน (21 บาท)
ล้วงกระเป๋าเอาแบงค์ 20 ขึ้นมา...เอ๊ะ เมื่อกี้มันมีเหรียญ 5 บาท ที่ได้ทอนมาตอนซื้อหนังสือพิมพ์นี่นา หายไปไหนวะ?
กำลังล้วงๆ หาอยู่ ได้ยินเสียงเรียก "พี่ครับๆ"
หันกลับไป น้องผู้ชายตัวอ้วนเสื้อผ้ามอมแมมที่นั่งข้างๆ ยื่นมือมาให้ ในมือมีเหรียญหาบาทที่ผมคงทำตกไว้ตอนจะลุกจากโต๊ะ
ผมยื่นมือไปรับเหรียญนั้น บอกขอบคุณน้องชายคนนั้นสองรอบ
จ่ายเงินเสร็จ ก่อนออกจากร้าน ผมเดินไปที่โต๊ะอีกที "ขอบคุณนะครับ" ... ไม่รู้จะขอบคุณกี่ครั้งดี ให้น้องได้รู้ว่า ผมชื่นชมในน้ำใจของน้องจริงๆ
เงิน 5 บาท สำหรับผมกับน้องคนนั้น คุณค่าที่มองเห็น มันต่างกันแน่ๆ ...แต่น้องชายคนนั้นก็เลือกที่จะคืนให้ผม ไม่เก็บเอาไว้เอง
...ขอบคุณครับ...
น้ำเอยน้ำใจ... อยากให้เมืองไทย อุดมไปด้วยน้ำใจอย่างนี้ตลอดไป
Subscribe to:
Posts (Atom)