Wednesday, July 13, 2005

จากเพลงชาติ ถึงรากเหง้า

เมื่อวานและวันนี้
ตื่นเช้า ไปทำงานตามปกติ
...
...
"เวลา แปดนาฬิกา"
ประโยคนี้ ดังขึ้นขณะผมสอดบัตรโดยสารรถไฟฟ้าเข้าเครื่อง
แล้วเพลงชาติก็ดังขึ้น
ทุกคน(จริงๆ ก็ไม่ทุกคน แต่ 90% ล่ะนะ) ก็หยุดยืนตรงเคารพธงชาติ
...
...
แปลกตาดี
แปดโมง ช่วงเวลาเร่งด่วน
ภาพที่ชินตาคือ ผู้คนเร่งรีบ บ้างแก่งแย่ง บ้างมีน้ำใจ (เหรียญมีสองด้านเสมอ) ทุกอย่างดูวุ่นวาย
วันนี้ ภาพที่เห็น ถึงแม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 2 นาที แต่มันต่างไปจากที่เคยชินตา

พูดไม่ถูกแฮะ
แต่รู้สึกดีอยู่ลึกๆ แอบอมยิ้มคนเดียว ไม่รู้จะมีใครเห็นและหาว่าบ้าฤเปล่า

ไม่รู้สิครับ ผมดีใจ ที่เรายังมีโอกาสได้ฟังเพลงชาติ ได้ยืนตรงเคารพธงชาติ วันละสองหน
และดีใจที่คนส่วนใหญ่ยังคงปฏิบัติเหมือนๆ กับที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ
ไม่ว่าจะทำเพราะอาย ถ้าจะเป็นคนเดียว(หรือหนึ่งในไม่กี่คน)ที่ไม่หยุดยืนตรง
หรือจะทำเพราะเป็นความเคยชิน ผสมกับที่เห็นชาวบ้านเค้าทำกัน ก็เลยทำตาม
แต่ผมก็ยังดีใจที่มันยังถูกปลูกฝังอยู่ในตัวของคนส่วนใหญ่
...
...
นึกถึงเรื่องนึง ที่อ่านจากบทสัมภาษณ์ฝรั่งคนนึงที่มาแต่งงานกับคนไทย และอาศัยอยู่ในเมืองไทย จากหนังสือ OPEN
ฝรั่งคนนี้เค้าให้ลูกเรียนโรงเรียนโรงเรียนรัฐในละแวกใกล้บ้าน(ถ้าจำไม่ผิดไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงครับ)
แทนที่จะส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติอย่างที่เป็นที่นิยมกันในสมัยนี้(สำหรับผู้มีอัน(เหลือ)จะกิน...ไม่ได้ต่อต้านนะครับ ผมเองยังเคยคิดว่า ถ้ามีฐานะพอ ก็น่าสนใจอยู่...)
ฝรั่งคนเดิมนี้ ให้เหตุผลว่า (อาจไม่ตรงเป๊ะๆ แต่ไม่ใกลกันนักแน่ๆ)
"ผมเชื่อว่า คนเราควรเกิดมาและเติบโตมากับราเหง้าทางวัฒนธรรมเพียงหนึ่งเดียว"
ดังนั้นเค้าจึงไม่ส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ด้วยความรู้สึกที่ว่าความปนเปทางวัฒนธรรม จะทำให้"ฐาน"ไม่แน่น
...(รายละเอียดต่อๆ มา ผมจำไม่ค่อยได้แล้วครับ)

ผมเองเห็นด้วยกับความคิดนั้น...และชอบความคิดนั้นอยู่พอควร

วันนั้น หลังจากเห็นภาพที่ไม่ชินตา ผมนึกถึงเรื่องราวและคำพูดของฝรั่งคนนี้ขึ้นมา
จริงๆ มันไม่ได้เกี่ยวกันนัก ... แต่หัวผมเป็นแบบนี้ล่ะครับ มักจะกระโดดข้ามจากความคิดนึง ไปสู่ความคิดนึงที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกันอย่างแน่นหนาเท่าไร

พรุ่งนี้ถ้าได้ยินเพลงชาติ อย่าลืมยืนตรงเคารพธงชาติกันนะครับ

Saturday, July 02, 2005

please forgive me.....i can't stop loving you

...และแล้วรักที่มีก็จบลง มันก็คงเหมือนเก่า...

อยู่ๆ ก็นึกถึงท่อนนี้ของเพลงนึงขึ้นมา... กับเก้าปีที่ผ่านไป

...ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา เหลือเพียงใจที่ว่างเปล่า กับฉันคนเดียวเท่านั้น...

อีกเพลง...

...
...
...

ผ่านไปเก้าปี ก็ยังคงเหมือนเดิม ร้องไห้ไม่ต่างจากครั้งแรกๆ
เมื่อไรหนอ น้ำตาจะหยุดไหล

ทำไม ทำไม ทำไม

...
...
...

30 มิ.ย. 2548 ค่ำๆ ดึกๆ เสียงโทรศัพท์ที่ดังขี้นกระชากความสนใจไปพร้อมๆ กับที่ชื่อของใครคนนั้นที่รักที่สุดแสดงอยู่บนหน้าจอ
ความดีใจครอบคลุมไปทั่ว โดยไม่รู้หรอกว่า มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของน้ำตา

กับคำที่ใครคนนั้นทางปลายสายบอกมา ที่จริง มันก็เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว(อาจมีหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง ก็มาจากความตั้งใจส่วนหนึ่ง)
เรื่องๆ เก่าๆ ซ้ำๆ เดิมๆ ...
แต่ทำไม ใครคนนี้ก็ยังไม่สามารถจะสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกไว้ได้
ยังคงร้องไห้เหมือนเช่นเคย ...ฤอาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ

ทำไม ทำไม ทำไม

...
...
...

ความรักที่ให้ไป มันจะมีค่าในสายตาเธอบ้างไหม?
เขาที่เธอรัก จะรักเธอไม่น้อยกว่าที่ฉันรักเธอไหม?
ความรู้สึกดีๆ ที่มากกว่าเพื่อน และอาจพัฒนาไป เธอเคยมีให้ฉันบ้างไหม?
ทำไม ทำไม ทำไม
...
...
...

สมองเหมือนจะวิ่งวุ่นอยู่ตลอด ในขณะที่รู้สึกว่างเปล่าไปด้วยในที

ฉันจะอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกแบบไหน?
ฉันจะรักใครได้มากมายเท่านี้อีกไหม?
ฉันจะมีความสุขเต็มที่ได้อีกไหม?
ทำไม ทำไม ทำไม

...
...
...

คำถามที่ไม่สิ้นสุด
เหมือนๆ กันกับความรักที่ไม่สิ้นสุด


..."ในความเป็นเพื่อน เรายังมีความรักให้เธอเสมอ"...

Sunday, May 29, 2005

happiness hangover

หมายความอย่างนั้น...

สี่วันมานี่ ยังสำลักความสุขอยู่เลย
ลิเวอร์พูล กะ แชมป์ UCL ..... มันอร่อยหอมหวานจริงๆ แฮะ
ส่วนผสมไหนจะมาทำให้สุขได้เท่านี้อีกหว่า.....(นึกออกแล้ว...เรา กับ ใครคนนั้น)

หมดครึ่งแรก 0-3 ... หมด 90 นาที 3-3
ตอนหมดครึ่งแรก พูดไปใคจะเชื่อ
ยิ่งถ้าบอกว่าจะชนะ คงถูกหาว่าบ้า ฤไม่ก็ไข้ขึ้น
แต่วันต่อมา รูปในหนังสือพิมพ์ star soccer ก็เป็น stevie g. เดินถือโทรฟี่นำลูกทีมลงจากเครื่องบิน
เออ เอาดิ ..... แหม ทำไปได้

มีความสุข มีความสุข มีความสุข มีความสุข

(จริงๆ ลากยาวมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ไปดู be with you แล้วก็วั้นนี้(อาทิตย์ 29 พ.ค. 2548) ที่ไปกินข้าวกับเพื่อนที่เตรียม+ได้ขนมกลับมา)

Thursday, May 19, 2005

ฝนตกอีกแล้ว ไม่ตกสักวันเห้อะ

ฝนตกอีกแล้ว ไม่ตกสักวันเห้อะ...นั่นคือข้อความที่อ่านได้จากชื่อ msn ของรุ่นน้องคนหนึ่ง
แปลก... ผมกลับไม่เห็นด้วยในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ ในหลายๆ คราว มันก็น่าเบื่อและชวนหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

เมื่อไม่กี่วันก่อน เจอรูปวัดวัดหนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์
วัดนี้ ผมและเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กลุ่มสานฝัน(ชมรมอาสาฯ) ที่ไปบ้านทอฝันกันทุกปีๆ น่าจะรู้จักกันดี
(แต่ทำไมหนอ ผมรู้จักไม่ดี ชื่อก็จำไม่ได้ ...วัดวิเวกการาม ฤอะไรประมาณนี้... ชื่ออ่างเก็บน้ำก็จำไม่ได้ ...ไอ้ความจำสั้นเอ๊ย)
วัดนี้อยู่ที่อำเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี
วัดนี้เป็นวัดที่จมอยู่ใต้น้ำ หลังจากสร้างอ่างเก็บน้ำเสร็จ และเริ่มต้นกักเก็บน้ำ
ปกติ เวลานั่งเรือผ่าน ผมจะได้เห็นแค่ส่วนบนๆ ของกำแพงอุโบสถ ยอดหอนาฬิกา ...คือเห็นแค่ส่วนที่มันสูงๆ นั่นล่ะ
แต่ในรูปนบหน้าหนังสือพิมพ์ น้ำมันลด จนสามารถลงไปเดินรอบๆ อุโบสถได้
ครับ น้ำแล้ง.....ปัญหาที่พี่น้องร่วมประเทศที่ประกอบอาชีพกสิกรรมทั่วประเทศกำลังประสบอยู่
อาจรวมไปถึงพี่น้องร่วมประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำ

ผมเห็นฝนตกคราวนี้ ไม่เซ็ง ไม่หงุดหงิด
ผมรู้สึกดีใจนิดๆ และภาวนาให้ มันตกอย่างเพียงพอในทุกๆ พื้นที่ที่ขาดน้ำ (อย่ามาบ้าตกแต่ในเมืองล่ะ)

สาธุ