Thursday, May 19, 2011

"คุณค่า" และ "ธรรมชาติ"

สัตว์ที่อยู่ในกรง คุณค่าของมันหายไปทันที
อย่างเช่น นกปรอดหัวโขน คุณค่าของมันคือเป็นนักปลูกป่าที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะมันกินผลไม้หลากหลาย
เวลาป่าถูกทำลายเกิดเป็นทุ่งโล่ง มันจะบินไปบินมาระหว่างพืชพันธุ์ แล้วออกมาที่โล่ง ถ่ายมูลที่มีเมล็ด ทำให้เกิดการปลูกป่า
แต่การจับมาร้องในกรงแล้วตีราคา ว่าแต่ละตัวราคาเท่าไร นี่ไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริง มันเป็นคุณค่าจอมปลอม
ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
จากหนังสือ a day ฉบับที่ 128




"คุณค่า" ...เคยคิดกันไหมว่า เรามองคุณค่าของอะไรสักอย่างกันอย่างไร?
หลายๆ ครั้ง เรามองโดยเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าของอะไรสักอย่าง
หลายๆ ครั้ง เรามองโดยเอาประโยชน์ที่มีต่อตัวเราเป็นที่ตั้ง
หลายๆ ครั้ง เราลืมไปว่า คุณค่าที่แท้จริงของมันคืออะไร

พระพุทธเจ้าสอนให้มองสรรพสิ่งในโลกอย่างเป็นกลาง (ที่คงเป็นความหมายที่แท้จริงของ"ทางสายกลาง" - อันนี้ผมคิดเองเออเอง)
เป็นกลางในความหมายที่ว่า ให้มองและเห็นไปตามที่มันเกิดขึ้นจริงและเป็นไปเพียงเท่านั้น อย่าได้เอาอคติจากตัวเราไปเคลือบสิ่งที่เกิดขึ้น

...นกร้องก็คือนกร้อง เสียงนกร้องก็คือเสียงนกร้อง
อคติในใจเราต่างหากที่บอกว่าเสียงนั้นเพราะ เสียงนั้นงาม ...นั่นหาใช่คุณค่าที่แท้จริงของเสียงนกร้องไม่
คุณค่าที่แท้จริงของเสียงร้องอาจเป็นการสื่อสาร การเรียกหาคู่ ฯลฯ ไม่ใช่"ความไพเราะ"ที่เราสมมติขึ้นและใช้มันตีค่าราคาของนกตัวนั้น
ตัวเราเองทั้งนั้นที่มัวเมาอยู่กับอคติในตัวเราเอง และเป็นต้นตอของการทำลาย"ธรรมชาติ"...

..."ธรรมชาติ"ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม
และ"ธรรมชาติ"ในแง่ของความจริงแท้ของโลก

Monday, March 15, 2010

ปรัชญาของการพักผ่อน

....จากหนังสือ "ทางโลก" ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์
จากตอนที่ชื่อ "บูชาพญาอินทรี 'รงค์ วงษ์สวรค์"
จากคำยืนยันของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์....

"สุราเป็นปรัชญาของการพักผ่อน"

Sunday, March 07, 2010

Think it out loud - 5 March 2010

I asked for his comment -- whether I have got that 'something' to pursue this career, and he say 'yes' right away with a solid expression on his face.

Thank you very much krub. (Even though I know that you definitely won't come across my shitty note on facebook.) It's such a great courage I received from such a great guy like you.

Sunday, January 17, 2010

Think it out loud - 12 Jan 2010 - [2]

เมื่อได้เจออะไรบางอย่างที่เราชอบ
ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ อาชีพ งานอดิเรก กิจกรรม ฯลฯ
เราก็จะมีชีวิตอยู่อย่างจริงจังและมีความหมายมากขึ้น

Think it out loud - 12 Jan 2010

*ความฝัน* ต่างจาก **ความฝัน** ตรงที่ว่า
ไม่ใช่ว่าจู่ๆ มันจะเข้ามาหาเราเอง ณ ขณะหลับ
แต่เป็นเราต่างหากที่ต้องก้าวเข้าไปหามัน ณ ขณะตื่น

Saturday, April 04, 2009

ชวนอ่าน "สร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช"

วันนี้ผมรับหน้าที่เป็น PR ทำการประชาสัมพันธ์เชิญชวน ชักจูง หลอกล่อ ฯลฯ ให้กับหนังสือของเพื่อนสนิท(มั้ย?)คนหนึ่งครับ

มาลี(นามสมมติเสมือนจริง) เพื่อนของผมคนนี้เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง ยิ้มเก่ง....มาก(มากเกินไปมั้ยเธอ?) และฟุ้งซ่าน
ถ้าคุณๆ ลองตามไปอ่านใน link ที่ผมให้ไว้ข้างต้น (เป็น multiply site ของเธอเอง) คุณๆ น่าจะเห็นด้วยกับผมบ้าง ไม่มากก็น้อย

อาจเป็นด้วยความห่างที่เธออยู่ไกลบ้านกว่าหกพันไมล์ ในแผ่นดินประเทศที่มีฝนพรำและฟ้าสีช้ำตลอดเวลา
อาจเป็นด้วยความห่างทางวัฒนธรรมกับผู้คนเจ้าของประเทศที่เธอไปอาศัยอยู่
อาจเป็นด้วยความห่างจากเพื่อนๆ อันเป็นที่รักของเธอ ในยามที่เธอมีอะไรอยากเล่า อยากเม้าท์ อยากระบาย
มาลีจึงระบายความฟุ้งซ่านลงกับแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊คของเธอ

และคงเป็นเพราะความร่าเริงที่เธอมีอยู่มากมาย (มากมายจนสามารถแปลงเปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่งต่อมาตามสายอินเทอร์เน็ต ให้ผู้อ่านได้สัมผัสความร่าเริงนั้น) รวมเข้ากับมุมมองแปลกๆ ต่อชีวิตและสิ่งรอบข้างของเธอ ที่ทำให้เรื่องเล่าของเธอน่าสนใจ น่าติดตาม จนทำให้เธอมีผู้ติดตามอ่านเรื่องราวที่ไร้สาระบ้าง ไม่ไร้สาระบ้าง ของเธอเป็นจำนวนมาก

จนวันหนึ่ง ตัวหนังสือบนเวบไซต์ของมาลี ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงผู้คร่ำหวอดในวงการหนังสือคนหนึ่งของประเทศไทย
เขาได้อ่านและคงติดใจอะไรบางอย่างในผลงานของมาลี จึงได้ติดต่อมาถึงมาลี ถามไถ่ถึงความสนใจที่จะทำหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คออกมาสักเล่ม

....แล้วเรื่องราวก็ดำเนินต่อมาเป็นหนังสือเล่มนี้ เล่มแรกในชีวิตของเธอ ที่ชื่อว่า "สร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช"
หนังสือที่เป็นเรื่องเล่าของมาลี ซึ่งส่วนมาก(หรือทั้งหมด? ขอโทษ....ผมยังไม่ได้หนังสือเล่มนี้มาอยู่ในมือ)เป็นช่วงเวลาที่เธอใช้ชีวิตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในประเทศอังกฤษ แดนดินแห่งอิงลิชชน

อย่างที่บอก มุมมองแปลกๆ (ในแง่ดี) และความร่าเริงที่มาลีมีจนล้น คงจะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการอ่านเรื่องราวของเธอ หรืออาจได้มุมมอง ข้อคิด ดีๆ เล็กๆ น้อยๆ จากความคิดของเธอบ้าง
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมนึกย้อนไป ครั้งแรกที่ผมประทับใจในแง่คิดเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอมีต่อชีวิตก็คือครั้งที่ผมถามเธอว่า ทำไมอารมณ์ดีจัง หลังจากที่ผมได้เห็น MSN ของเธอใช้ชื่อว่า Happy Dugong (แปลเป็นไทยว่า พะยูนอารมณ์ดี - พะยูน คือคำจำกัดความที่เพื่อนคนหนึ่งให้ไว้กับมาลี ในโทษฐานที่หน้าตาของมาลีทำให้เขานึกถึงสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นั้น ....เอ่อ แซวกันขำๆ นะครับ จริงๆ มาลีเป็นคนหน้าตาน่ารักครับ :P )
มาลีตอบกับผมสั้นๆ แต่ได้ใจความ ว่า "ก็กินอิ่มนอนหลับ แล้วจะให้ทุกข์เรื่องอะไร"
ถูกของเธอใช่ไหมครับ?!! ชีวิตคนเรา กินอิ่ม นอนหลับ แค่นี้ก็สุขกายสบายใจแล้ว ไอ้ความทุกข์ที่เราเผชิญกันอยู่นี้ เกือบทั้งหมดมาจากความคิดปรุงแต่งของจิตเราทั้งนั้น

หวังว่าคุณๆ ที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือของเธอ จะมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก มีความสุขเล็กๆ บานขึ้นในจิตใจ เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับผมในวันที่ได้ยิน(อ่าน)คำตอบของเธอวันนั้นนะครับ

ขอให้ทุกคนกินอิ่มและนอนหลับครับ

โบ๊ท

ปล. ....น่าอ่านจริงฤไม่ น่าอ่านแค่ไหน เชิญทำความรู้จัก(เริ่มต้น) กับผู้เขียนได้เลยครับ (ตาม link ข้างล่างนี้ไป)

http://maleenote.multiply.com/journal/item/116/116

Sunday, March 29, 2009

....tell me how to be a good loser....

เมื่อเวลา 13 ปีอาจไม่ได้มากกว่า 1 สัปดาห์
เมื่อความมากมายจนล้นไม่ได้มีปริมาณเยอะไปกว่าความน้อยที่รอการเติม
เมื่อความมั่นคงไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นที่แข็งแรงกว่าการเริ่มต้นใหม่
เมื่อรักแท้ไม่ได้เป็นที่น่าพอใจไปกว่ารักลอง

ช่วยบอกผมที....ว่าการเป็นผู้แพ้ที่ดีต้องทำอย่างไร

Sunday, February 15, 2009

ได้เวลาฤยัง?

ไม่ได้อัพเดทบลอกมานานนับปี
ได้เวลาฤยัง?

Monday, February 04, 2008

Yes...

Oh...

Yes... it's February 4th.
Yes... I'm turning 28.
Yes... I'm living my life without certainty.

Happy my f**king birthday.
Happy my bloody life.

Yes...

Tuesday, January 01, 2008

mighty mouse day

จันทร์ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ = mighty mouse day

ขอบคุณ

Wednesday, December 26, 2007

I'm eating my hope to survive

ผมจากบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รัก มาพำนักพักอาศัยอยู่หกพันไมล์ไกลบ้านได้เป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกสามเดือนกว่า
อย่าถามว่าผมคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านไหม... "โคตร" คือคำตอบ
เพื่อนหลายคนมักทักทาย ไถ่ถาม มาทาง msn อยู่เนืองๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
คำตอบในระยะหลังของผม มักจะเป็น

I'm eating my hope to survive.

และผมหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะความหวังบางอย่างที่มีอยู่ ผมคงถอนทัพกลับเมืองไทยไปแล้ว

มีเพื่อนถามว่า ทำไมไม่เป็น i'm eating my dream to survive.
คำว่า dream มันฟังดูมีพลัง และดูหล่อกว่า hope มากอยู่ (ฮา)
แต่ผมแค่คิดว่า dream สำหรับผม มันดูเป็นอะไรที่เพ้อฝัน จับต้อง(ยัง)ไม่ได้ มันเหมือนเป็นเพียงแค่วิมานที่ถูกวาดบนอากาศ
ใช่ มันเริ่มต้นจาก"ความฝัน"นี่แหละ แต่ผมลงมือทำอะไรอะไรไปแล้วมากพอควร
มากพอที่ความฝันอันเดิมนั้นมันเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่าง มีรากฐาน จับต้องได้
มันกลายมาเป็น"ความหวัง" ซึ่งสำหรับผม มันมีโอกาส มีหนทาง
ผมมองเห็นเส้นทางที่จะเดินทางไปคว้าฝันนั้นมาได้
แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่ามันจะออกหัวออกก้อย ...ยังไม่รู้ว่าผมจะได้เดินบนเส้นทางที่ผมเห็นนั่นฤเปล่า

วันนี้ ผมกับไอ้พอลมีไอเดียสำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มใหม่ครบหมดแล้ว
เรียกว่าเสร็จไปเก้าสิบ เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว สำหรับพอร์ทโฟลิโอเล่มนี้
เหลือแค่วาดมันขึ้นมา รวมถึงตัดสินใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับบางชิ้นงานเท่านั้น
จากนั้น ก็หาทางติดต่อครีเอทีฟในเอเจนซี่ทั้งหลายแหล่(ที่เราอยากเข้าไปฝึกงาน ทำงานที่นั่น) เพื่อขอเข้าไปให้เขาดูงานที่เรามี
ทีนี้ล่ะ ผมจะได้เห็นความเป็นไปได้ ผมจะตอบตัวเองได้เสียที ว่าจะกัดฟันทนสู้อยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อย ฤว่าจะกลับไปเริ่มต้นที่เมืองไทยอันเป็นที่รักดี

พูดแล้วก็หงุดหงิดทั้งตัวเองและไอ้พอล
ถ้าไม่โอ้เอ้ เรื่อยเฉื่อย ถ้ามีวินัยให้มากกว่านี้ ถ้ามุ่งมั่น ฝักใฝ่ ให้มากกว่านี้ ป่านนี้ คงผ่านพ้นขั้นตอนที่เอางานไปให้ดูนี้ไปแล้ว
ป่านนี้ผมคงรู้แล้วว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน กับความฝันน้อยนิดมหาศาลของผมอันนี้

...
...
...

ด้วยสภาพทางการเงินของทั้งตัวผมเองที่นี่จากการทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟ และของทางบ้านที่ไม่ได้มั่งมีอะไร
ด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนล้า โหยหา อยากกลับไปหา"ชีวิต"ของผมที่ประเทศไทย บ้านเกิด
ณ เวลานี้ ผมใช้ชีิวิตอยู่ในมหานครลอนดอนนี้ได้ด้วยการกัดก้อนความหวังกินจริงๆ
หากมันหมดลงเมื่อไร ผมคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ เพราะผมไม่อยากอดตาย(ทั้งทางร่างกายและจิดใจ)อยู่ที่นี่

และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้เจอกัน ...ที่ประเทศไทย

Wednesday, December 12, 2007

mickey mouse day

อาทิตย์ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๐ = mickey mouse day

ขอบคุณ

Friday, November 16, 2007

บ่นบ้า

ทำไมกูไม่จำสักทีนะ ว่าไอ้การที่จะตั้งใจพูดให้คนที่ไม่คิดจะ"ฟัง"เราตั้งแต่แรกสักเท่าไร แม่งเหนื่อยเปล่า
แม่ง ทำเหมือนจะ"ฟัง"แต่มันแค่"ได้ยิน"ในส่ิงที่เราพูด โดยที่มันมีบทสรุปว่าที่เราพูด'มันไม่ใช่'มาแล้วตั้งแต่ต้น
ยิ่งพูด ก็ยิ่งเฉไฉ ไถๆ แฉลบๆ ไปเรื่อย
เหนื่อยชิบหายกับที่ต้องตามมันไปพูดถึงประเด็นแฉลบ แล้วบอกว่าที่กำลังพูดกันอยู่เนี่ย มันไม่ใช่ประเด็นนี้ แล้วที่มึงกำลังพูดเนี่ย มันแฉลบออกไปแล้วโว้ย
แล้วสุดท้ายกลับมาบอกว่าเราเป็นคนคิดอะไรแคบๆ อีก เออ... เอากะมันดิ

เรามั่นใจในความพยายามที่จะมองให้หลากมุมของเรา และเราก็คิดว่า หลายๆ คนที่ตั้งใจ"ฟัง"ความคิดเห็นเราดีพอ จะรู้ได้ว่าเราพยายามมองให้หลากมุม พยายามที่จะไม่ลืมว่า คนเรามันต่างกัน และต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาบนพื้นฐานของความต่าง
เราเองซะอีก ที่ควรจะบอกมันว่า มันกำลังเชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นแบบที่มันคิดมากเกินไปฤเปล่า

จำไว้ไอ้โบ๊ท จำไว้... ต่อไปให้ปล่อยผ่าน

Thursday, November 08, 2007

พระจันทร์ตกน้ำ... ที่ไหนจะสวยเท่าที่เจ้าพระยา...

เคยได้ยินกันไหม เพลงประกอบโฆษณาโครงการณ์ตาวิเศษ
(สมัยผมเด็กๆ ...เอ่อ กี่ปีมาแล้วนี่)

แต่เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับโฆษณาและเพลงประกอบข้างต้น ...!!!!




เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งได้ดูรายการ Top Gear บนทีวีช่อง Dave (ฤไม่ก็ Dave +1)
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ทางผู้ดำเนินรายการเขาจัดให้มีการทดสอบการช่วยเหลือตัวเองหากเกิดเหตุการณ์รถตกน้ำ ว่าเราควรจะทำอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดจากการจมน้ำ

อืม... รถตกน้ำ ที่ไหนๆ ก็คงไม่สวยเหมือนพระจันทร์ตกน้ำหรอก
ใช่ไหม...

...
...
...

วันนี้ ผมได้ฟอเหวิดเมลฉบับหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็จำได้ว่าเคยได้อยู่เรื่อยๆ
เนื้อหาในฟอเหวิดเมลบอกเล่าถึงวิธีการปฏิบัติหากเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์ขณะขับรถ คือ ยางระเบิด และ รถตกน้ำ
ผมขอพูดถึงแค่รถตกน้ำก็แล้วกัน
นี่คือข้อควรปฏิบัติที่กล่าวไว้ในฟอเหวิดเมลนั้น

กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม
รถจะไม่ตกลงไปใน น้ำแล้วจมทันที เหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ
จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้
ควรตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน!
ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิด
ประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด
แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของ รถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ
หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้หาก น้ำลึกมากๆอาจจะมองไม่เห็นว่า
ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมดไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่าย ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ
กรณีเช่นนี้ ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือ ลองเป่าปากดูว่า ฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด
ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มี อาการ หลงน้ำ
นอกจากนั้น ก่อนออกจากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบ เด็กๆ นั้น
ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติ ตามวิธีการเหล่านี้
ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่าน ปลอดภัยได้ ในยามคับขัน

...
...
...

ในรายการ Top Gear ผู้ดำเนินรายการได้จำลองสถานการณ์รถตกน้ำขึ้นมา
ครั้งแรก เขาปฏิบัติเหมือนๆ กับที่ในฟอเหวิดเมลแนะนำ
ผลก็คือระหว่างรอให้ความดันในรถกับข้างนอกเท่ากัน อากาศเฮือกสุดท้ายที่เขาสูดเก็บไว้ในชั่วขณะก่อนที่น้ำจะเข้ามาเต็มรถ ได้หมดลงเสียก่อนที่จะสามารถเปิดประตูได้
(ในรายการ มีนักดำน้ำพร้อมถังออกซิเจนนั่งอยู่ข้างหลังรถด้วย ผู้ทดลองให้สัญญาณขอออกซิเจนมาใช้หายใจ จึงไม่เป็นอะไร)
ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่ยังคงกระท่อนกระแท่นของผม ผมจับความจากที่เขาอธิบายได้ว่า
หลังจากน้ำเข้ามาจนเต็มรถ (หรือเกือบเต็ม แต่ผมเข้าใจว่า จนผ่านพ้นวินาทีที่เราจะหายใจเฮือกสุดท้ายได้แล้ว) ความดันภายนอกและภายในรถไม่ได้เท่ากันในทันที
เขายังคงไม่สามารถเปิดประตูรถได้ ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหน
กว่าที่จะสามารถเปิดประตูได้ ก็เมื่อรถได้จมลงสู่พื้นสระแล้วชั่วขณะหนึ่ง
ซึ่งในการทดลอง สระน้ำที่เขาทดลองลึกเพียงไม่กี่เมตร (ผมจำไม่ได้แน่ชัดนัก แต่คิดว่าไม่น่าจะเกิน 3-4 เมตร)
ลองจินตนาการว่า ในชีวิตจริง หากเกิดเหตุการณ์รถตกน้ำจริง ความลึกจะเป็นเท่าไร และเวลาที่ต้องรอจนกว่าจะเปิดประตูได้ จะยิ่งนานขึ้นมากแค่ไหน

ในรอบที่สอง ผู้ทดลองได้รีบถอดเข็มขัดนิรภัย พยายามเปิดประตูพาตัวเองออกมาจากรถทันทีที่รถตกน้ำ ในช่วงเวลาที่รถยังลอยอยู่บนผิวน้ำ
(รถจะไม่จมลงไปใต้น้ำทันที จะมีช่วงเวลาที่ลอยอยู่ระดับผิวน้ำและค่อยๆ จมลงช้าๆ)

เขาปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้ความช่วยเหลือใดๆ จากนักดำน้ำ

...
...
...

ผมอาจไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่ดีนัก จึงไม่สามารถจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ละเอียด
แต่ผมจำได้ว่า ในหลักกาลามาสูตร มีข้อหนึ่งบอกไว้ว่า

อย่าปักใจเชื่อเพียงเพราะเขาบอก

Sunday, October 21, 2007

ชนใดไม่มีดนตรีกาลในสันดานเป็นคนชอบกลนัก

คืนวันเสาร์ ผมเสร็จจากงานเสิร์ฟตอนห้าทุ่มกว่า
เซ็งนิดหน่อยที่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นที่พี่ๆ ในครัวอุตส่าห์จัดใส่กล่องไว้ให้กลับไปกินที่บ้าน เนื่องด้วยรู้ว่าผมชอบกินเนื้อมาก ถูกเจ้าแดเนียล คนขับรถส่งอาหาร หยิบถุงผิดกลับไป คงเหลือไว้แต่ไก่ผัดกระเทียมพริกไทย(และข้าวผัดไข่)ไว้ให้ผมได้เอากลับบ้านแทน
ด้วยความเซ็ง ในขณะที่ผมกำลังจะขึ้นอันเดอร์กราวนด์จากสถานีโอลด์สตรีท เดินผ่านโฮมเลส(ซึ่งมีอยู่ทุกทางเข้าของสถานีนี้เป็นประจำทุกค่ำคืน)ผมจึงยื่นอาหารให้เขา
โฮมเลสพูดขอบคุณ
ในชั่วขณะแรก ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แค่เกิดความเซ็ง ที่ไม่ได้กินของที่อยากกิน แต่กลับได้ของ"ดาดๆ"กลับมาแทน เลยประชดด้วยการไม่เอามันซะเลยดีกว่า
แต่เพียงไม่กี่วินาทีที่ได้เห็นสีหน้าดีใจของโฮมเลสคนนั้น มันทำให้ผมได้รู้จักคิดอะไรมากขึ้น
ผมรู้สึกหายเซ็งเรื่องเนื้อตุ๋นเป็นปลิดทิ้ง
ผมแค่ไม่ได้กินของที่อยากกิน แต่กับบางคนแม้ของที่ไม่อยากกินก็อาจช่วยให้เขาอิ่มและมีความสุขไปได้อีกหนึ่งมื้อ
ของที่ผมไม่ต้องไปลำบากลำบนอะไรนักเพื่อที่จะได้มันมา อาจมีค่ามากๆ กับคนบางคน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกอย่างมหานครลอนดอนนี้
...
...
...

เรื่องราวของค่ำคืนนี้สำหรับผมยังไม่จบ

ผมจับรถไฟอันเดอร์กราวนด์ไปที่สถานีแคมเดน ด้วยหวังว่าเพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกันที่ฟาลมัธจะยังคงสังสรรค์กันต่อ ณ ที่ใดที่หนึ่งในละแวกนั้น
กลับกลายเป็นว่างานเลี้ยงเลิกราเร็วกว่าที่ผมอยากให้เป็น ผมจึงต้องจับรถไฟอันเดอร์กราวนด์กลับบ้านที่สถานีคอลเลียร์สวูด

เรื่องราวที่ทำให้ผมอารณ์ดีมากๆ ในรอบหลายวัน(และเป็นที่มาของชื่อเรื่อง)เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเที่ยวนี้...

ระหว่างกำลังรอเปลี่ยนรถในสถานียูสตัน ผมสังเกตเห็นชายคนหนึ่งสะพายกีตาร์โปร่งโทรมๆ ตัวหนึ่ง
สักพัก เขาก็ดีดกีตาร์และร้องเพลงเสียงดังลั่นชานชาลา
ดังซะจนผมต้องกดปุ่มหยุดที่เครื่องเล่นซีดีและเงี่ยหูฟังเสียงเพลงจากชายคนนั้น
"ไม่เลวแฮะ" ...ผมคิด

หลังจากพาตัวเองขึ้นไปบนรถไฟ ผมพบว่าชาย(ไม่ค่อย)หนุ่มวณิพกคนนั้นขึ้นรถไฟตู้เดียวกับผม
คราวนี้ผมถึงกับถอดหูฟังออกจากหูผม แล้วตั้งใจฟังเพลงที่ชายคนนั้นบรรเลง
ด้วยกีตาร์เก่าโทรม ผุพัง และมีเทปกาวปะไปทั่ว สายกีตาร์ระเกะระกะ เสียงเพลงสไตล์ร็อคแอนด์โรลในแบบคล้ายๆ กับเอลวิสที่เขาเล่นกลับฟังดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
เสียงร้องของเขาเองก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

หลังจากจบเพลงสั้นๆ ที่เขาเล่น เขาพูดเสียงดังฟังชัด ประมาณว่า จบเพลงสำหรับเอนเตอร์เทนในค่ำคืนนี้แล้ว หากจะมีใครคิดจะให้เงินกับกีตาร์แมนคนนี้ก็เชิญเลยครับ
ด้วยสีหน้าอิ่มสุขทั้งตอนที่เขาเดี่ยวกีตาร์และตอนที่เขาเดินขอ ...ไม่สิ... ผมไม่อยากใช้คำว่า"ขอ"
เอาเป็น...
ด้วยสีหน้าอิ่มสุขทั้งตอนที่เขาเดี่ยวกีตาร์และตอนที่เขาเดินรับสิ่งแลกเปลี่ยน(ด้วยความสมัครใจ)สำหรับความบันเทิงเล็กน้อยที่เขาเสนอให้ มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาอย่างค่อนข้างน่าประหลาดใจ
(หากนึกถึงความรู้สึกเซ็งในตัวเองและในชีวิตที่เสนอหน้ามาบ่อยๆ (จนผมเหม็นหน้ามัน)ในระยะหลังนี้ และเรื่องเล็กน้อยอย่างก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นที่กล่าวถึงข้างต้น)

ผมได้เพียงแค่ยิ้มให้เขา เมื่อคิดถึงสถานการณ์ทางการเงินที่ผมเองก็เผชิญอยู่ในมหานครแห่งนี้... ทั้งที่ในใจก็นึกหวัง อยากให้คุณวณิพกคนนี้ได้ค่าตอบแทนจากความบันเทิงที่เขาหยิบยื่นให้บ้าง
(หากใครเคยมาเยี่ยมเยียนลอนดอน คงนึกภาพออกว่าอันเดอร์กราวนด์ของที่นี่ มันเก่าและซ่อมซ่อแค่ไหน ยิ่งตอนเที่ยงคืนหรือหลังจากนั้น ตอนที่คนน้อยๆ และเกือบทุกคนเหนื่อยกับวันหนักๆ ของตนเองมา บวกรวมเข้ากับความสกปรกรกรุงรังจาก ขยะ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร กล่องอาหาร ขวดน้ำ ขวดเบียร์ กระป๋องน้ำอัดลม ฯลฯ ...ทุกอย่างไม่ได้ช่วยให้ก่อเกิดบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์เลยแม้แต่น้อย)
ผู้ชายเอเชียคนที่นั่งข้างๆ ผม ล้วงมือในกระเป๋าสะพายของเขา ในชั่วขณะที่ชายวณิพกเดินมาถึง
วณิพกหยุดยืนรอ สีหน้าคาดหวังถึงสิ่งแลกเปลี่ยนที่เขากำลังจะได้
ผมหยุดสายตาไว้ที่ชายทั้งสอง แอบดีใจแทนวณิพก ที่เขากำลังจะได้สิ่งตอบแทนที่(ผมคิดเองเออเอง)ว่าเขาสมควรได้
แต่หลังจากที่ชายวณิพกหยุดยืนรอได้สักพัก ภาพที่เห็นคือชายชาวเอเชียคนนั้นหยิบซองทิชชูแบบเปียกที่ใช้ทำความสะอาดขึ้นมา และหยิบใช้

ในแวบความคิดแรก ผมสบถในใจ

ไม่มีทางที่ชายชาวเอเชียคนนั้นจะไม่เห็นว่าวณิพกหยุดยืนรอสิ่งแลกเปลี่ยนจากเขา
แล้วทำไมเขาปล่อยให้ชายวณิพกหยุดยืนรอด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมจนล้นออกมาทางสีหน้า
ผมหงุดหงิด (ทั้งๆ ที่ในภายหลัง เมื่อมาคิดดูแล้วก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของชาวเอเชียคนนั้น ผมมีสิทธิอะไรไปหงุดหงิดเขา โดยที่ผมเองก็ไม่ได้คิดจะให้ส่ิงตอบแทนแก่ชายวณิพกเหมือนกัน)

สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากกว่าการที่จู่ๆ ผมก็อารมณ์ดีขึ้นมาเฉยๆ เพียงแค่ได้ฟังเสียงเพลงสั้นๆ จากชายวณิพก ก็คือสีหน้าของเขา เมื่อได้รู้ว่า ความความหวังที่เขามีจากชายชาวเอเชียเป็นเพียงเขา(ไม่สิ ผมก็ด้วย)ที่คิดไปเอง
ผมประหลาดใจที่เขาไม่ชักสีหน้าผิดหวัง หงุดหงิด ไม่พอใจ ใดๆ ทั้งสิน
ตรงกันข้าม ...เขายิ้ม ยิ้มและผละจากชายชาวเอเชีย เดินต่อไปเผื่อจะมีใครในตู้รถไฟตู้นั้นอยากให้สิ่งแลกเปลี่ยนกับเขาบ้าง

สาบานได้ว่า มันเป็นสีหน้าและรอยยิ้มของคนมีความสุข

ผมอึ้งไปหลายวินาที สมองเริ่มคิดไปเรื่อยเปื่อย...
ชายวณิพก... ดูจากสภาพภายนอก เนื้อตัวที่มอมแมมอยู่บ้าง เสื้อผ้าที่ดูเก่าและไม่มีราคาเท่าไร ผิวหนังที่ดูหยาบกร้าน
แน่นอน เขาคงต้องปากกัดตีนถีบ เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอดในเมืองหลวงแห่งนี้
แทนที่เขาจะหิวกระหายแค่เม็ดเงิน ด้วยว่ามันเป็นสิ่งที่จะทำให้เขาประทังชีวิตของเขาต่อไป กลับกลายเป็นว่าเขาเสนอความบันเทิงให้ผู้คนด้วยเต็มใจ
จะได้สิ่งตอบแทนจากผู้คนฤไม่ มันอาจไม่สำคัญเท่ากับการที่เขาตั้งใจทำอะไรบ้างอย่างด้วยความสุข มีศักดิ์ศรี ไม่ขอใครกินเปล่าๆ

ในขณะที่เขาเดินกลับมาที่ผู้หญิงตรงข้ามผม (คงเป็นคู่ครอง คู่ชีวิต คนรัก - สุดแท้แต่ใครจะเรียก - ของเขา) คงพูดคุยตกลงกันว่าจะลงหรือเปลี่ยนขบวนที่สถานีไหน
ผมเริ่มคิดเปลี่ยนใจ แล้วก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงควานหาเหรียญปอนด์
ชายวณิพกก้าวเดินไปอีกด้านของตู้โดยสาร
ไม่เป็นไร ...ผมคิด... เดี๋ยวเขาก็ย้อนกลับมา
ผิดคาด เมื่อรถไฟจอดที่สถานีถัดไป เขาลงจากตู้โดยสาร
อา... ใช่ เขาคงจะไปที่อีกเวทีของเขา ในตู้โดยสารถัดไป ...ผมลืมคิดไปได้ยังไงนะ

ในเสี้ยววินาที ผมตัดสินใจลุกขึ้น เดินตามเขาไป จำได้ว่าผมตื่นเต้นพอสมควร
อย่าถาม... เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตื่นเต้นทำไม
ผมเดินตามเขาไปจนออกจากตู้โดยสาร และไปทันเขาในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นตู้โดยสารถัดไปพอดี
ในมือผมมีเหรียญปอนด์อยู่ ผมเอื้อมมือไปสะกิดที่หลังของชายวณิพก
เขาหันกลับมา ผมยื่นเหรียญให้ ใส่มันลงในมือของเขาที่ยื่นออกมารับเมื่อรู้จุดประสงค์ที่ผมเดินตามมา
หลังจากขอบคุณอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้มเดิมๆ เขาเดินขึ้นตู้โดยสารไป
ผมลังเล แต่ก็ตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะไม่เดินตามเขาขึ้นไป ผมตัดสินใจรอรถไฟขบวนถัดไป เพราะรู้ว่าจะเดินกลับไปที่ตู้เดิมก็ไม่ทัน
ผมมองเห็นเขาเริ่มต้นการแสดงของเขา พร้อมๆ กับที่ประตูรถไฟเลื่อนเข้าหากัน
แล้วรถไฟก็เคลื่อนออกจากชานชาลาไป

ผมรู้ตัวว่ายิ้มไม่หุบในระหว่างเดินมาที่ม้านั่ง
ความรู้สึกที่มี มันดีอย่างที่อธิบายไม่ถูก ...มันดีจนผมต้องเอามือไปตบกำแพงถี่ๆ หลายๆ ครั้งด้วยความสุขใจ (มันเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกดีๆ อย่างหนึ่งของผม)
ผมคงดีใจ ที่ได้ให้เงินหนึ่งปอนด์เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนแก่ชายวณิพก
มันอาจไม่มาก แต่ผมถือว่ามันเป็นการแสดงออกถึงความยอมรับในคุณค่าบางอย่างที่เขามี
และผมหวังว่าเขาคงรับรู้ได้จากการที่ผมเดินตามมาถึงตู้โดยสารอีกตู้ ยอมเสียเวลา กลับบ้านช้าลงอีกหน่อย เพื่อเอาสิ่งที่เขาสมควรได้มาให้

ผมเชื่อว่าเขาสมควรได้...
เพราะอย่างน้อยๆ เขาก็ทำให้มันเป็นรถไฟเที่ยวดึกที่รื่นรมย์และน่าจดจำที่สุดเที่ยวหนึ่งสำหรับผม

Saturday, October 20, 2007

บันทึกช่วยจำ[ส่วนตัว]

เสาร์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

๑.
ตื่นค่อนข้างเช้า... แปดโมงครึ่ง ...เอ่อ ก็อาจดูไม่เช้ามาก แต่หากเทียบกับเวลาเข้านอน ประมาณตีสองครึ่งตีสาม ก็นับว่าเช้าอยู่
ที่ต้องตื่นเช้า เพราะมีนัดกับอาร์ตไดเรกเตอร์ของผม - พอล - ว่าจะไปบ้านพ่อแม่มัน ผมเองอยากไปเอากระเป๋าที่ทิ้งไว้ตั้งแต่ตอนที่ไปอาศัยอยู่ที่นั่น
แต่พอใกล้ถึงเวลา โทรหาไอ้พอล มันไม่รับโทรศัพท์ ...นึกในใจ เอาอีกแล้ว ไอ้พอล มึงเบี้ยวกูอีกแล้ว
(มารู้ทีหลัง ตอนมันโทรกลับมาตอนสิบเอ็ดโมงสี่สิบห้า แล้วบอกว่า กำลังเดินกลับบ้าน ...อืม แล้วเมื่อคืนพอเลิกงาน มึงไปนอนที่ไหนมาวะเนี่ย
แล้วพ่อแม่มันก็ไม่อยู่บ้านสุดสัปดาห์นี้ ไปหายายไอ้พอลที่ portsmouth จะไปเองก็ไม่ได้
สรุปว่าเมื่อไรกูจะได้ไปเอากระเป๋าล่ะครับ ไอ้คุณพอล)

๒.
ระหว่างที่นั่งรอโทรศัพท์จากพอล ผมเปิดทีวีที่เพิ่งได้มาเมื่อวาน(มือสอง)ดูไปพลาง แล้วก็ต่ออินเตอร์เนทใช้ไปพลาง
ในระหว่างดูโน่นดูนี่ มีช่วงจังหวะที่กลับมาเปิดดูที่หน้า contact list ของ messenger
ระหว่างที่ไล่ดูลงมาตามรายชื่อ พลันสายตาก็ไปสะดุดกับชื่อชื่อหนึ่ง...

ผมไม่เคยเห็นเธอออนไลน์มานานนับปี
ถัดจากความรู้สึกประหลาดใจในเสี้ยววินาทีแรก ก็เป็นความรู้สึกของหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
ผมไม่ประหลาดใจ เพราะความรู้สึกในใจมันมากเสียจนยากที่จะมองผ่านไปได้

๓.
ผมทักเธอ และเราคุยกันอยู่พักใหญ่
ในจินตนาการผ่านตัวหนังสือบนจอไฟฟ้า เธอยังคงน่ารักไม่เปลี่ยน
ซ้ำร้ายอาจมากกว่าเดิม เมื่อในบางครั้ง บางประโยค ผมรู้สึกว่าเธอมีความมั่นใจขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
เวลาเธอหยอกล้อ ผมยังคงได้ยินเสียงของเธอแจ่มชัดอยู่ในหัว
แม้ว่าในควาเป็นจริง บางที ในความจริงมันอาจไม่เหมือนที่เคยเป็น
บางที อาจเป็นผมเองที่หยุดเวลาเอาไว้

๔.
ผมให้ที่อยู่ใหม่กับเธอ
เธอบอกว่าตั้งแต่ไปอยู่เชียงใหม่ เธอชอบส่งโปสการ์ด
ผมขอให้เธอส่งรูปถ่ายที่ผมอยากได้มาให้
ผมบอกเธอว่า คิดถึง ส่งมานะ แล้วผมจะรอ

...แล้วผมก็น้ำตาร่วง...

มันเป็นหยดน้ำตาของความคิดถึง
ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เธอ(ฤใครๆ)รู้ว่าความคิดถึงมันมากมายแค่ไหน
ตอนที่พิมพ์ว่า "เราจะรอ" หากใครเอาปรอทวัดความคิดถึงมาให้ผมอมใต้ลิ้น มันคงจะพุ่งขึ้นจนทะลักกระเปาะ
ทะลักจนล้นออกมาเป็นหยดน้ำตา
แต่อย่าถามต่อว่าในหยดน้ำตาหยดนั้น นอกจากความคิดถึงแล้ว มันยังปนเปื้อนด้วยความรู้สึกเศร้าเสียใจฤไม่
เพราะแม้แต่เจ้าของหยดน้ำตาเองก็ยังไม่แน่ใจ

๕.
หลายใครถามผมว่า เมื่อไรถึงจะเลิกเสียใจจากความรักครั้งนี้
หลายใครถามผมว่า เมื่อไรผมจะลืม แล้วเริ่มต้นใหม่

ผมตอบไม่ได้

ให้ผมถามหลายใครกลับบ้างได้ไหม?
จำได้เลาๆ สมัยเด็กๆ ในแบบเรียน เขาบอกว่า กล้ามเนื้อหัวใจเป็นกล้ามเนื้อเรียบ บังคับไม่ได้ (ใช่ไหม?)
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมอยากถามว่า

ถ้าเราคิดจะลืม เราก็จะลืมได้จริงๆ น่ะหรือ
ถ้าเราคิดจะเลิกเสียใจ เราก็จะเลิกเสียใจได้จริงๆ น่ะหรือ
ถ้าเราคิดจะหยุดรัก ความรักมันก็จะจางจากไปดื้อๆ ได้จริงๆ น่ะหรือ

ผมไม่ค่อยมั่นใจ

...ก็ในเมื่อ เรื่องบางเรื่อง ยิ่งจำก็ยิ่งเจ็บช้ำ
...ก็ในเมื่อ เรื่องบางเรื่อง ไม่ต้องบันทึก เราก็จำฝังใจ

Thursday, September 27, 2007

แอ๊ปเปิ้ลของพระเจ้า

อดัม เป็นมนุษย์เพศผู้ที่พระเจ้าสร้างขึ้น และได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในสวนของพระเจ้าอย่างมีความสุข
ในสวนของพระเจ้า มีต้นแอ๊ปเปิ้ลอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งอดัมไม่ได้รับอนุญาตให้กินแอ๊ปเปิ้ลจากต้นนั้น
อดัมรับรู้และเข้าใจ...

...มันเป็นแอ๊ปเปิ้ลของพระเจ้า

แต่นานวันเข้า ทั้งความสงสัยใคร่รู้ ว่าผลแอ๊ปเปิ้ลจากต้นแอ๊ปเปิ้ลนั้นมันจะหอมหวานเพียงไร
ทั้งความที่แอ๊ปเปิ้ลของพระเจ้ายิ่งดูน่ากินขึ้นทุกวัน และอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ
วันหนึ่ง อดัมอดใจไม่ไหว ตัดสินใจละเมิดข้อห้ามของพระเจ้า เอื้อมมือไปเด็ดแอ๊ปเปิ้ลจากต้นแอ๊ปเปิ้ลนั้น
ยังไม่ทันที่รสชาติอันหอมหวานของแอ๊ปเปิ้ลจะจางหาย พระเจ้าก็ปรากฏกายขึ้น
พระเจ้าไม่พอใจที่อดัมละเมิดข้อห้ามที่พระเจ้าสั่งไว้ จึงสาปให้แอ๊ปเปิ้ลที่อดัมกินเข้าไป กลายเป็นลูกกระเดือกติดอยู่ที่คอของอดัมตลอดไป

...
...
...

ในชีวิตจริง บางอย่าง เราเองก็รู้ว่ามันไม่ควร หากทำลงไป ใครไม่รู้ตัวเราเองก็รู้
ความสำนึกผิดมันจะติดค้างอยู่ในใจ ไม่ต่างจากแอ๊ปเปิ้ลที่ติดอยู่ในคอของอดัมไปตลอด
หากแต่บางอย่างที่ว่า มันก็ช่างหอมหวานและเย้ายวนให้เราอยากแกล้งลืมความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปเหมือนกัน

เหมือนกับแอ๊ปเปิ้ลผลนั้นของพระเจ้า

Thursday, May 24, 2007

ไอ้กระจอก


May 23

ไอ้กระจอก
ไอ้กระจอก
ไอ้กระจอก
ไอ้กระจอก

....บอกกับตัวเอง....

3:08 AM | Add a comment | Send a message | Permalink | Trackbacks (0) | Blog it


ปล. คัดลอกมาจาก space ของตัวเอง http://cbunnag.spaces.live.com/

chain reaction of sorrow

หมายความว่าอย่างนั้น
...
...
...
ช่วงเวลานี้ของสองปีที่แล้ว เรายังมีความสุข (ย้อนกลับไปอ่านได้ที่โพสท์แรกๆ http://bozzanova.blogspot.com/2005/05/happiness-hangover.html )
มีความสุขกับการที่ทีมรักได้ครอบครองถ้วยใบโตอันเป็นสัญลักษณ์แห่งยอดทีมของยุโรป

ปีนี้กลับกัน เรา hangover กับความทุกข์แทนความสุข
แต่มันมีของแถมเสียด้วยสิ

เริ่มจากต้นสัปดาห์ที่ได้รู้ว่าเราพลาดหวังกับสามงานที่ส่งประกวด D&AD Student Awards ไป
ผลออกมาแล้ว ทำเอาเซ็งและท้อกับความกระจอกของตัวเองอย่างหนัก
ผ่านมาสองวัน ความผิดหวังที่สองก็ตามมา
ทีมรักพ่ายในเกมนัดชิงบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป
แพ้ทั้งๆ ที่เล่นได้ดี
ยืนดูเหล่านักเตะของทีมรักขึ้นไปรับเหรียญรองชนะเลิศ... น้ำตาเกือบไหล

มันตามๆ กันมาเป็นปฏิกริยาลูกโซ่เลย
ต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ไม่มีหยุด

เอาเลย
จะมีอะไรมาอีก
มาเลย
เอาให้ตายกันไปข้าง

...and i'm suffering...

Friday, March 23, 2007

หนุ่มสาว หมา และ คนตาบอด ... ภาคผนวก

เกิดอาการอยากขยายความจากบทความเรื่อง "หนุ่มสาว หมา และ คนตาบอด" ที่เคยเขียนให้อ่านกันไป

...
...
...

เริ่มต้นจากที่มา...
ผมเริ่มต้นเขียน "หนุ่มสาว หมา และ คนตาบอด" โดยมีที่มาจากการที่ได้ไปอ่านบลอกของหญิงสาวผู้หนึ่ง
ในนั้น เป็นเหมือนบันทึกความรู้สึกแย่ๆ ของเธอที่มีต่อชายหนุ่มที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ
ด้วยความเป็นคนตรง เธอก่นด่าอย่างค่อนข้างเกรี้ยวกราด ถึงความเลวของผู้ชายบางคนที่เธอได้ประสบพบเจอ
ผมจึงเกิดอารมณ์อยากเขียน "หนุ่มสาว หมา และ คนตาบอด" ขึ้นมา

ที่จริง ผมไม่ได้จะกล่าวโทษผู็หญิงฤว่าผู้ชายแต่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เรื่องราวความสัมพันธ์ของแต่ละคู่รัก ย่อมแตกต่างกันไป
ผมเพียงอยากสะกิดเตือนหลายใคร ที่อาจหลงลืมไปว่า ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น จะดีจะร้าย เราต่างร่วมสร้างกันมาทั้งนั้น
หากเรายังคงเจ็บปวด นอกจากมองหาสาเหตุจากฝ่ายตรงข้ามแล้ว มันคงจะดีหากเราก้มลงมองดูตัวเองด้วย
บางครั้งมันง่ายที่จะสำรวจแต่จุดบกพร่องของฝ่ายตรงข้าม แต่ผมมั่นใจว่าปัญหาหรือความทุกข์จะถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธภาพมากกว่า หากเรามองให้ทั่วๆ
ทั่วทั้งฝ่ายตรงข้าม และตัวเราเอง

นั่นคือประเด็นหลักที่ผมอยากสื่อสารออกไป
ตอนนี้ขอใช้เวลาไขข้อข้องใจสำหรับบางใครที่มา comment ไว้ใน post ดังกล่าว
อาจดูไม่มีชั้นเชิงนัก แต่ก็อยากจะชี้แจงแถลงไขให้มันกระจ่างขึ้นอีกสักนิด

๑.
ใช่ สมองและใจทำงานคนละส่วน
แต่กับความรัก บางครั้งมันก็เกาะเกี่ยวกันอยู่อย่างแยกแทบจะไม่ออก
ผมยังคงเชื่อว่า... รัก ต้องรักด้วยใจ คบ ต้องคบด้วยสมอง
หากคุณรู้ว่าคนที่คุณรัก มีแต่จะทำร้ายจิตใจ มันน่าจะถึงเวลาที่สติเข้ามามีส่วนร่่วม
ผมไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อ เพียงแต่อยากเสนอความเห็น
ไฟมันร้อน เราเลือกได้ว่าจะยืนอยู่ใกล้ไฟร้อน ฤถอยห่างออกมา
ถ้าเราเลือกที่จะยืนอยู่ใกล้ๆ ทุกครั้งที่ไฟมันแผดเผา พอเราด่าไฟ ว่าทำไมมันร้อนแบบนี้ ก็อย่าลืมนึกถึงด้วยว่า เออ เราเองที่เลือกยืนอยู่ข้างไฟ

ถ้าไม่อย่างนั้น หากอยากจะรักด้วยใจล้วนๆ จริงๆ
ก็อย่าลืมเผื่อใจไว้ให้กับความเจ็บช้ำด้วย
บ่นได้ ระบายได้
...แต่มันคงป่วยการหากจะถามว่า ทำไมต้องเจอแบบนี้ เมื่อไรจะสิ้นสุดเสียที

อันที่จริง อยากจะขอเลยเถิดไปอีกสักนิด

ทุกวันนี้ผมมีวิธีการมองปัญหาแยกเป็นตัวแปรที่ควบคุมได้ กับที่ควบคุมไม่ได้
ปัญหาส่วนใหญ่ ดีที่สุดที่เราจะทำได้ แก้ไขได้ คือตัวแปรที่เราควบคุมได้
กับเรื่องดังกล่าว หากความรักความสัมพันธ์มันย่ำแย่ เพราะผู้ชายเลวๆ
ผมคิดว่ามันยากกว่าที่เราจะไปควบคุมผู้ชายให้มันไม่เลวได้
พูดอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผมคิดว่ามันง่ายกว่าที่เราจะควบคุมตัวเองไม่ให้"ยอม"ให้เขามาทำร้ายด้วยเรื่องเดิมๆ

๒.
ผมไม่ได้มาฟูมฟาย ร้องแลกแหกกระเฌอ ตัดพ้อถึงความไม่ยุติธรรมของโลกเบี้ยวๆ ใบนี้
ไม่อีกต่อไป
ผมอาจเคยมีความรู้สึกแบบนั้นอยู่บ้าง สมัยหนุ่มๆ ... ก็นานแล้วล่ะ
แต่ผมไม่มีความรู้สึกอย่างนี้นานแล้ว
ผมเข้าใจว่ามันอยู่ที่จิตใจ ... ใจใครก็ใจมัน ชอบแบบไหนก็แล้วแต่ใจใคร
และด้วยความผยอง เมื่อผมมั่นใจว่าผมมีดี(ถึงจะน้อยก็ตามที) ใครไม่สนใจ ผมก็ไม่ใส่ใจเช่นกัน

:P

:)

...
...
...

ยังมีบางเรื่องที่อยากพูด (หลังจากได้อ่านคอมเมนท์ของหลายๆ คน จากโพสท์นั้น)
แต่เดี๋ยวเก็บไว้เป็นโพสท์นึงไปเลยดีกว่า (แต่อาจจะสั้นหน่อย)